เผย 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 สำหรับเหล่าองค์กร จาก Gartner

ทุกๆ ปี Gartner จะออกมาสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าองค์กร และในครั้งนี้ Gartner ก็ได้ออกมาสรุปถึง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 กันแล้วทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปมาให้อ่านกันดังนี้ครับ

1. AI Foundation

คงปฏิเสธไม่ได้กับความร้อนแรงของ AI ในยามนี้ โดย Gartner ชี้ว่า AI ที่สามารถเรียนรู้, โต้ตอบ และปรับตัวได้โดยนอัตโนมัตินี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้แข่งขันกันระหว่างเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในปี 2020 ในขณะที่การใช้ AI เพื่อช่วยเสริมการตัดสินใจ, การปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ และการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นหลักที่เหล่าองค์กรให้ความสำคัญต่อไปจนถึงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร, เครื่องมือ หรือระบบที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการจัดการข้อมูลนั้นก็จะยังคงเติบโต่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะขาดไปไม่ได้แล้วสำหรับการแข่งขันในอนาคต

 

2. Intelligent Apps and Analytics

Application ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีการใช้งาน AI หรือ Machine Learning อยู่ภายในแทบทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวว่า AI นั้นทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบก็เป็นได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI นี้ก็จะทำให้รูปแบบของการทำงานและสถานที่ทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป โดย AI จะไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะมาช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอนาคต การแข่งขันในตลาด Software และ Service โดยเฉพาะ ERP นั้นจะกลายเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ AI เป็นหลักว่า AI จะมาช่วยให้การทำงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างไรแทน

 

3. Intelligent Things

สิ่งของต่างๆ ที่เคยเป็น Internet of Things (IoT) ในปัจจุบันจะวิวัฒนาการกลายไปเป็น Intelligent Things ที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของโค้ดที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงการทำงานไปตาม AI ที่ใช้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้แทน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์, Drone และทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ สูงขึ้นอย่างชัดเจน

อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัตินี้จะใช้แรงงานคนน้อยลง และในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เราก็จะเห็นระบบที่ยังคงใช้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ในฉากหลังนั้นเหล่าผู้ผลิตนั้นต่างจะซุ่มพัฒนาระบบที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อเตรียมแข่งขันกัน และประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีอย่าเงช่นกฎหมายก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตนี้

 

4. Digital Twin

ทรัพย์สินต่างๆ ในโลกจริงขององค์กรนั้นจะถูกสร้างข้อมูลขึ้นมากลายเป็นทรัพย์สินเสมือนในโลก Digital มากขึ้นเรื่อย เพื่อให้เหล่าองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจได้ในแบบ Real-time และทำการตอบโต้ต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Digital Twin จะช่วยให้การนำ AI มาใช้ผสานและการทำ Simulation มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การวางแผนในภาพใหญ่นั้นจะสามารถเจาะลึกลงรายละเอียดได้ดีขึ้นในทุกๆ ธุรกิจ และส่งประโยชน์ต่อธุรกิจ องค์กร หรือประเทศชาติได้ในระยะยาว

 

5. Cloud to the Edge

Edge Computing จะกลายเป็นส่วนต่อขยายจากระบบ Cloud อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายการประมวลผลไปใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้นก็ทำให้ Latency ต่ำลง, Bandwidth ที่ต้องใช้น้อยลง และการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ สามารถทำได้แบบกระจายตัว องค์กรจึงควรเริ่มออกแบบ Infrastructure ให้รองรับต่อสถาปัตยกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน IoT

ในอนาคต Edge Computing จะผสานรวมกับ Cloud อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้นและแบ่งหน้าที่การทำงานกันได้เป็นอย่างดี โดย Cloud นั้นจะรับบทบาทของระบบแบบ Service-oriented Model ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างระบบต่างๆ ในขณะที่ Edge Computing จะทำงานแบบ Delivery Style ที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่นั้นทำงานได้ตามที่ Cloud สั่งการ

 

6. Conversational Platforms

Conversational Platforms จะเป็นสิ่งใหญ่ที่มาเปลี่ยนวิธีการใช้งานเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์ในอนาคต การแปลภาษานั้นจะกลายเป็นงานของคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ โดยระบบต่างๆ จะรับคำถามหรือคำสั่งจากผู้ใช้งานโดยตรง และแปลงเป็นชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานโดยอัตโนมัติแทน โดยหากขาด Input ใดๆ ไประบบก็จะทำการถามกลับมายังมนุษย์ได้เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ Gartner ทำนายเอาไว้ว่าระบบ Conversational Interface จะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ และต้องมี Hardware เฉพาะ, ระบบปฏิบัติการเฉพาะ, Platform เฉพาะ ไปจนถึง Application เฉพาะมารองรับ

 

7. Immersive Experience

ท่ามกลางโลก Digital นี้ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) จะกลายมาเป็นช่องทางในการแสดงผลข้อมูลและเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกของ Digital แทน โดยปัจจุบันนี้เริ่มมี Application ที่หลากหลายมาให้เลือกใช้งานนอกเหนือจาก Application เพื่อความบันเทิงกันแล้ว และต่อไปเทคโนโลยี AR และ VR เหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่พนักงานสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสะท้อนความคุ้มค่าสู่องค์กรได้

ส่วน MR นั้นจะมาสร้างโลกที่ผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกจริงเข้าด้วยกัน เป็นก้าวถัดไปจาก AR และ VR และทำให้การโต้ตอบกับโลก Digital และข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงต่อไปอีกในอนาคต

 

8. Blockchain

Blockchain จะเริ่มถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมธุรกิจอื่นๆ นอกจากภาคการเงินมากขึ้น และเกิด Application ที่หลากหลายรูปแบบขึ้นมา อย่างไรก็ดีถึงแม้ Blockchain นี้จะมาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีเพื่อให้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นมีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาเสียก่อน

 

9. Event Driven

Digital Business ในอนาคตนั้นจะเปลี่ยนแปลงการทำงานไปเป็นแบบ Event Driven ที่ธุรกิจจะตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานเป็นหลัก ด้วยการรับข้อมูลจากเทคโนโลยีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Event Broker, IoT, Cloud, Blockchain, In-memory Data Management และ AI ทำให้การตรวจพบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจสามารถทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และปรับตัวโต้ตอบตามได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย

แต่การจะก้าวสู่การทำธุรกิจแบบ Event Driven ได้นี้ การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ และฝ่าย IT เองก็ต้องมีระบบที่เอื้อต่อธุรกิจให้รับมือกับการทำ Event Driven ให้ได้ด้วย

 

10. Continuous Adaptive Risk and Trust

ประเด็นด้าน Security เองก็ยังสำคัญ และเหล่าองค์กรเองก็ต้องนำหลักการของ Continuous Adaptive Risk and Trust Assessment (CARTA) ไปใช้เพื่อรับมือและโต้ตอบกับภัยคุยคามและการโจมตีรูปแบบต่างๆ ให้ได้ในแบบ Real-time มากยิ่งขึ้น โดย Security Infrastructure นั้นจะต้องเอื้อให้เกิดการปรับตัวได้ในทุกๆ สถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามภาคธุรกิจให้ทัน

องค์นั้นต้องหลอมรวมทีมพัฒนา Application และทีม Security เข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อก้าวจากการทำ DevOps ในปัจจุบันไปสู่การทำ DevSecOps ตามหลักของว CARTA ในขณะที่เทคโนโลยี Virtualization และ SDN นั้นก็จะส่งผลให้การสร้างระบบ Adaptive Honeypots เป็นจริงขึ้นมาได้ง่าย และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอัีนหนึ่งในการตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายขององค์กร

แหล่งข้อมูล : TechTalkThai

ลูกค้าของ Gartner สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.gartner.com/technology/research/top-10-technology-trends/ ครับ

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3812063

Review: Smart Home ง่ายๆเริ่มต้นได้ไม่แพงที่บ้านของคุณกับอุปกรณ์จาก Promptec! จาก Techxcite

ในปัจจุบันนี้หากไม่นับอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์แล้ว อีกหนึ่งประเภทอุปกรณ์สุดไฮเทคที่เราน่าจะเริ่มเห็นเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราท่านทั้งหลายกันอย่างเพิ่มขึ้นไม่เว้นวันก็คือผลิตภัณฑ์ประเภท Smart Home ซึ่งก็ต้องขอบคุณกระแสความสนใจของเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ของคนยุคนี้ที่ทำให้เราได้เห็นอุปกรณ์ต่างๆสามารถสื่อสารเชื่อมโยงการทำงานกันได้อย่างน่าฉงน ช่วยให้เราประหยัดทั้งแรงและเวลาลงไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

แน่นอนว่าข้อจำกัดในปัจจุบันของการเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็น Smart Home อย่างเป็นรูปธรรมนั้นก็คงจะอยู่ที่เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งซึ่งถ้าเป็นบุคคลทั่วไปอย่างเราท่านก็อาจจะรู้สึกว่าความสะดวกที่ว่ามาพร้อมกับความไม่สะดวกอย่างที่คิดสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามสำหรับวันนี้ต้องบอกว่าผมมีอุปกรณ์ทางเลือกใหม่จากบริษัท คอนเน็กซ์ คอนเซ็ปท์ จำกัด ที่จะมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวของทุกท่านที่อยากจะมีบ้านเป็น Smart Home ในราคาไม่แพง ติดตั้งก็ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องซื้อหรือติดตั้งกล่องควบคุม Controller หรือ Gateway ที่มีราคาห้าพันบาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่น สินค้าแบรนด์ พร้อมเทค แถมยังสามารถที่จะค่อยๆขยับอัพเกรดกันไปทีละอย่างสองอย่างตามงบประมาณที่มีโดยไม่ต้องลงเงินเป็นก้อนใหญ่ไปเลย

ส่วนความน่าสนใจของอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec จะเป็นอย่างไร ผมได้มีโอกาสทดลองเล่นคร่าวๆเลยอยากจะมาบอกต่อทุกท่านกันในรีวิวด้านล่างนี้เลยครับ!

สำหรับเซ็ตอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ที่ผมได้มาทดลองเล่นนั้นเรียกว่าจัดเต็มจริงๆเพราะมีด้วยกันถึง 8 ประเภท (จริงๆขาดไปแค่หลอดไฟอัจฉริยะซึ่งของยังไม่ได้นำเข้ามา) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกท่านจะต้องซื้อไปทั้งหมดนี่นะครับถึงจะสามารถใช้งานได้ ต้องบอกเลยว่าเราสามารถเริ่มต้นซื้อจากอุปกรณ์หลักๆอย่างเช่นกล้องวงจรปิดหรือปลั๊กไฟอัจฉริยะก่อน แล้วค่อยๆขยับไปซื้ออุปกรณ์อื่นเสริมได้ตามลักษณะของบ้านหรือความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละท่านได้เลย

ซึ่งข้อดีของการที่อุปกรณ์สามารถซื้อแยกกันได้ก็อย่างที่บอกไปครับคือเราสามารถเลือกสร้าง Smart Home ในแบบของเราได้ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว สำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home ก็สามารถทดลองจ่ายเงินซื้อมาใช้งานกันได้โดยไม่ต้องกระเป๋าฉีก แถมซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้เลยทุกอุปกรณ์ แล้วถ้าลองไปใช้แล้วสักพักคิดว่าดีหรือมีความต้องการอื่นๆเพิ่มเติมก็สามารถขยับขยายได้ตามสะดวกต่อไป เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home นั่นละฮะ นอกจากนี้ด้วยความที่อุปกรณ์ไม่ได้ถูกยึดติดหรือฝังมากับตัวบ้านอย่างนี้นั่นหมายความว่าเราสามารถนำอุปกรณ์ของ Promptecออกไปใช้งานในที่อื่นๆได้เช่นโรงแรมหรือออฟฟิศ เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นแค่ Smart Home แต่ที่ไหนๆก็เป็น Smart Place ได้ทั้งนั้น 555+

โดยสินค้าแต่ละตัวก็จะมีราคาเท่ากันที่ 1,990 บาท ยกเว้นกล้องวงจรปิดที่ราคาอาจจะสูงกว่าเพื่อนนิดนึงคือ 2,790 บาท แต่เรื่องของคุณภาพนี่บอกเลยว่ายังไงดีกว่าไปซื้อของไม่มีแบรนด์มาใช้แน่นอน

ว่าแล้วก็มาแนะนำอุปกรณ์แต่ละอย่างกันคร่าวๆก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไรบ้าง…

เริ่มกันจากอุปกรณ์หลักที่คนน่าจะซื้อไปใช้งานกันเป็นตัวแรกๆก่อนกับกล้องวงจรปิด Smart WiFi Camera เชื่อมต่อกับ WiFi แล้วก็สามารถใช้งานได้ทันทีผ่านสมาร์ตโฟน

Smart WiFi Plug/Alarm ตัวนี้นอกจากจะเป็นปลั๊กไฟที่ควบคุมการทำงานผ่าน WiFi ได้แล้ว ยังมี alarm แจ้งเตือนในตัวทำให้สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเซนเซอร์อื่นๆเพื่อแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลต่างๆในบ้านได้

Smart WiFi Door/Window ตัวนี้ก็จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวว่าประตูหรือหน้าต่างของเราถูกเปิดหรือปิดเมื่อไหร่ ซึ่งถ้ามีความเคลื่อนไหวปุ๊บก็จะแจ้งเตือนเข้ามาในสมาร์ตโฟนของเราทันที ตัวนี้สามารถทำงานร่วมกับปลั๊กไวไฟได้อยู่แล้วก็จะช่วยให้ปลั๊กส่งเสียงร้องเมื่อมีการเปิด-ปิดประตูที่กำหนดเอาไว้ ทำให้อย่างน้อยๆโจรหรือขโมยที่แอบเข้ามานั้นต้องรีบหนีไปเพราะเสียงแจ้่งเตือน ในขณะที่คนในบ้านเองก็สามารถเข้ามาดูเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Smart WiFi PIR Motion อันนี้ก็จะตรงๆเข้าใจง่ายๆหน่อยว่าเป็นเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบด้านภายในระยะ 7 เมตรจากกล้องพร้อมรัศมีกว้างถึง 120 องศา และก็เช่นเคยครับมีอะไรเคลื่อนไหวก็แจ้งเตือนผ่านมือถือเช่นกัน

ในเมื่อมีการเคลื่อนไหวแล้วก็ต้องมีเสียงเป็นของคู่กัน Smart WiFi Sound Sensor จะเป็นเซนเซอร์ที่ส่งสัญญาณเมื่อมีเสียงดังเกิดขึ้นซึ่งเราสามารถให้ระบบแจ้งเข้ามาที่สมาร์ตโฟนของเราหรือเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟให้ส่งเสียงร้องได้ อันนี้ไม่ได้เอาไว้แค่สอดส่องให้บ้านของเราปลอดภัยจากการงัดแงะแต่รวมไปถึงการนำไปติดตั้งไว้ในห้องที่มีเด็กอ่อน เผื่อเด็กร้องเสียงดังขึ้นมาพ่อแม่ก็จะได้เข้าไปดูแลกันได้สะดวกๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องอยู่ในห้องกับลูกหลานตลอดเวลานั่นละฮะ นอกจากนี้ตัวเซนเซอร์เองก็มีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีเร่งด่วนอีกด้วย

ไหนๆแล้วจะตรวจจับทั้งทีต้องเอาให้ครบสูตร ว่าแล้วก็ต้องมี Smart WiFi Dual Temp ตัวนี้จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิภายในบ้านซึ่งจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน เพราะบางทีถ้าเราอยู่นอกบ้านแต่อากาศภายนอกเกิดร้อนเกินไปก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหมาแมวที่เลี้ยงไว้เอาได้ แต่ถ้ามีเซนเซอร์ตัวนี้ไปติดตั้งปุ๊บระบบก็จะคอยแจ้งเตือนผ่านสมาร์ตโฟนตลอดว่าอากาศภายในบ้านร้อนหรือหนาวเกินไป แน่นอนว่าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟแล้วก็อาจจะสั่งให้ระบบสามารถเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้เมื่ออุณหภูมิร้อนจนถึงจุดที่กำหนดก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานในกรณีที่ต้องการขอความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนติดมาด้วยครับ

ตัวสุดท้ายอาจจะดูเฉพาะทางไปหน่อยแต่บอกเลยว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย โดยเจ้า Smart WiFi Panic Knob นั้นจะเป็นเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ในห้องน้ำโดยเฉพาะเพราะมีโอกาสที่ผู้สูงอายุจะลื่นล้มได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงผู้ประสบเหตุสามารถดึงสายที่ติดตั้งไว้คู่กันเพื่อให้ตัวเซนเซอร์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อ หรือถ้าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟอยู่แล้วคราวนี้ก็จะมีเสียงแจ้งเตือนดังไปทั้งบ้าน ให้ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงทีครับ

เรียกได้ว่าถ้าใช้งานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ 7-8 อย่างนี้ก็แทบจะยกระดับบ้านของคุณให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆเลยแหละ แต่วันนี้ผมขอมาทดลองใช้งานกันก่อนสักอย่างสองอย่างที่เป็นอุปกรณ์หลักๆก่อนก็แล้วกัน…

เริ่มต้นกันที่กล้องวงจรปิดไวไฟ Smart WiFi Camera กันก่อนแล้วกันเพราะตัวนี้ผมติดใจที่ดีไซน์ของกล้องวงจรปิดที่หน้าตาดูไม่คร่ำครึเลย ดีไซน์ออกจะเก๋เท่ด้วยรูปทรงหยดน้ำดูแปลกตาดีไม่เบา สามารถเอาไปวางเป็นของประดับโตีะภายในบ้านได้อย่างไม่เคอะเขินเลย ส่วนบริเวณฐานที่เราเห็นอยู่นั้นสามารถปรับมุมองศากล้องให้ก้มเงยได้ตามสะดวก โดยอุปกรณ์ที่มาภายในกล่องนั้นก็ไม่เยอะมากครับเพราะมีแค่ของที่จำเป็นอย่างตัวกล้อง, สาย microUSB ยาวพอสมควร, หัวปลั๊กไซส์มาตรฐาน, คู่มืออีกนิดหน่อย รวมไปจนถึงแผ่น QR Code แยกไว้ต่างหากเผื่อจะสแกนเพื่อเชื่อมต่อในภายหลัง (ใต้ฐานอุปกรณ์มีแปะอยู่แล้วหนึ่งอัน)

ทางด้านขวาจะเป็นช่องสำหรับใส่การ์ด microSD เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอได้สูงสุด 64GB

ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นช่องเสียบสาย microUSB สำหรับต่อกับปลั๊กไฟบ้าน โดยด้านหลังที่เราเห็นกันนั้นจะมีปุ่มสำหรับ reset เครื่องอยู่ด้านล่างและแผงที่เห็นใหญ่ๆนั้นคือลำโพงครับ เพราะต้องบอกก่อนว่าเราสามารถสื่อสารกันผ่านกล้อง Smart WiFi Camera ได้อารมณ์ประมาณ walkie-talkie เลยแหละ เสียงก็ดังในระดับหนึ่งครับถ้าเงียบๆหน่อยนะ 555+

และเมื่อขึ้นชื่อว่า Promptec หรือภาษาไทยว่า “พร้อมเทค” แล้วก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าอุปกรณ์ Smart Homeเหล่านี้รวมถึงกล้องวงจรปิดติดไวไฟเองก็สามารถทำงานได้อย่างง่ายดายด้วยการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ตโฟนที่ทุกคนก็คงมีกันอยู่แล้ว โดยการใช้งานก็ง่ายๆครับเพียงเราแกะกล่องเปิดอุปกรณ์ใช้งานขึ้นมา จากนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาแล้วดาวน์โหลดแอพที่จำเป็นผ่านทาง App Store หรือ Play Store ได้เลยเพราะรองรับทั้ง iOS และ Android แน่ๆละ หลังจากนั้นเราสามารถทำตามขั้นตอนที่ระบบในแอพได้บอกไว้ง่ายๆสั้นๆ รับรองว่าไม่เกิน 3 นาทีคุณก็สามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้จาก Promptec ได้แล้วครับ 😉

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

หน้าตาอินเตอร์เฟซของแอพ Promptcam ก็ประมาณนี้ครับ ดูเรียบๆง่ายๆแต่ฟังก์ชั่นการใช้งานน่าสนใจนั้นไม่น้อยเลย เพราะเราสามารถกดบันทึกภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายออกมาจากกล้องวงจรปิดได้ทันทีซึ่งไฟล์ที่ว่าจะถูกบันทึกลงในสมาร์ตโฟนของคุณทันที นอกจากนี้ยังสามารถกดปุ่มเพื่อพูดสนทนากับอีกฝ่ายผ่านกล้องได้ทันที หรือเราจะเป็นฝ่ายเปิดฟังเสียงสดๆที่กล้องถ่ายออกมาให้ชมแบบเรียลไทม์ก็ได้อีกเหมือนกัน บร๊ะ!

ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ได้มีโอกาสลองเล่นคู่กันไปด้วยคือ Smart WiFi Plug/Alarm หรือปลั๊กไฟอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับไวไฟได้ แน่นอนว่าจุดขายหลักก็คือความสามารถในการควบคุมเวลาการเปิด-ปิดได้ง่ายๆผ่านสมาร์ตโฟน แต่ที่เด่นไม่แพ้ใครคือภายในปลั๊กไฟเองก็มีระบบเสียงแจ้งเตือนพร้อมลำโพงซึ่งหากเชื่อมต่อกับเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆของ Promptec แล้วก็จะสามารถส่งเสียงแจ้งเตือนให้คนที่อยู่บ้านรับทราบถึงเหตุไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นและสามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันท่วงที ในขณะที่ฝั่งเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนก็จะได้รับการแจ้งเตือนด้วยเช่นกัน แม้ไม่มีใครอยู่บ้านแต่เราก็สามารถที่จะติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีครับ โดยตัวปลั๊กเองหน้าตาไม่ได้แตกต่างจากปลั๊กไฟปกติมากนักยกเว้นว่าตัวปลั๊กจะมีไฟ LED แจ้งสถานะทำงานติดมาด้วยบริเวณด้านหน้า

ในขณะที่ฝั่งสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟนี้ก็จะสามารถควบคุมการทำงานทุกอย่างได้ผ่านแอพ PrompTec ซึ่งจะเป็นเหมือนกับศูนย์รวมการควบคุมเซนเซอร์และอุปกรณ์เสริมของ Promptec ทุกอย่างไว้ในที่เดียว (มีเพียงแค่กล้องวงจรปิดเท่านั้นที่แยกไปใช้แอพ Promptcam ต่างหาก)

และแน่นอนครับว่าเมื่อเป็นอุปกรณ์ Smart Home ที่เราซื้อมาใช้งานเพื่อรักษาความปลอดภัยในบ้านแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเรื่องของความปลอดภัยด้านข้อมูลเพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะถูกส่งเข้าสู่ Cloud Server ซึ่งถ้าหากเราเกิดไปใช้ของไม่มียี่ห้อขึ้นมานี่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปจัดเก็บไว้ที่ไหนกันแน่ เผลอๆจะเป็นพีซีเครื่องเดียวตั้งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ของมุมโลกก็เป็นได้ 555+ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์จาก Promptec นั้นสามารถวางใจได้เลยครับเพราะพวกเขาเลือกใช้ Cloud Server ที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศเยอรมันเพื่อให้ทุกท่านอุ่นใจไร้กังวลกับการใช้งาน Smart Home ได้อย่างเต็มที่ แถมเป็นการใช้งานได้แบบฟรีๆโดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติมใดๆอีกต่างหาก

ก็ขอมาสรุปกันท้ายบทความตรงนี้เลยแล้วกันครับว่าอุปกรณ์จาก Promptec ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบ้านธรรมดาๆของตัวเองให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆด้วยอุปกรณ์ในราคาไม่แพงมาก โอเคละว่าอาจจะแพงกว่าของจีนไม่มีแบรนด์ที่หลายคนชอบซื้อใช้กันแต่ก็ต้องบอกว่าแลกมาด้วยความปลอดภัยด้านข้อมูลที่จะทำให้คุณสบายใจแถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆอีก ตัวอุปกรณ์หลายๆอย่างเองก็สามารถติดตั้งได้ง่ายแถมการใช้งานแทบจะทุกอย่างยังเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนเพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ก็สามารถไปหาซื้อกันได้ผ่านทางร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของบ้านเรากันได้เลย หรือถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปชมกันต่อได้ที่เว็บไซต์ของ Connext Concept ตามลิงค์ที่เราให้ไว้ตรงนี้ รับรองว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป Smart Home ของทุกคนนอกจากจะ Smart แล้วยังจะ Easy ขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะแน่นอนครับ!

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite 

จิบเบียร์นุ่มๆ ด้วยก็อกเบียร์อัจฉริยะ

เมื่อ loT (อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง) เปิดประตูเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก นั่นถือว่าเป็นการกรุยทางให้สตาร์ทอัพจำนวนมากได้พัฒนาโซลูชั่นที่มีลักษณะเฉพาะ และช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตพร้อมมีส่วนร่วมไปกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นด้วย
             การใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ผ่านการเซ็นเซอร์ที่หลากหลาย รวมถึงมีระบบวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้มา ทำให้โซลูชั่นนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจค้าปลีกให้เหนือขึ้นไปอีกระดับ
            และนอกจากจะมีโซลูชั่นที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่เราได้พบมากไปกว่านั้นก็คือ Taptronics ซึ่งโซลูชั่นนี้เป็นการออกแบบก็อกเบียร์อัจฉริยะแบบพลั๊กแอนด์เพลย์รายแรกของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท Pubinno ซึ่งตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก
            Taptronics เป็นก็อกเบียร์สดที่มีความอัจฉริยะเพราะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้บริการเสิร์ฟเบียร์ได้ในปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะ และลงตัวสำหรับทุกๆ ไพน์ ได้ด้วยเพียงสัมผัสเดียว อีกทั้งยังทำให้ร้านอาหาร และบาร์ ลดการสูญเสีย และถูกฉ้อโกงได้ ถึง 20% เลยทีเดียว

 BeerApp2.jpg

            เว็บไซต์ของ Pubinno ระบุว่า “อัลกอริธึ่มส์สมาร์ทโฟลว์ของ Taptronics จะใช้เซ็นเซอร์ ที่มีพารามิเตอร์ถึง 10 ตัว และโรบอตที่ได้รับสิทธิบัตรมาการันตีว่าคุณจะได้รับประสบการณ์การดื่มอันยอดเยี่ยม ด้วยปริมาณที่แม่นยำ”
             “ด้วยก็อกเบียร์สุดอัจฉริยะอย่าง Taptronics ลูกค้าจะได้ละเลียดกับการจิบเบียร์ที่สมบูรณ์แบบ ผู้จัดการบาร์ก็สามารถเพิ่มรายรับได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนแบรนด์ก็สามารถรับทราบยอดขายแบบเรียลไทม์ รวมถึงปริมาณที่คงเหลืออยู่ และข้อมูลคุณภาพของเบียร์ด้วย พร้อมมั่นใจกับมาตรฐานที่มีคุณภาพได้ในทุกช่องทางขาย เราขอต้อนรับคุณเข้าสู่อนาคตอันสดใสของธุรกิจเบียร์สดกัน”
            แคน อัลกุล (Can Algul) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pubinno กล่าวกับ asmag.com ว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้บาร์เบียร์ต่างๆ ปรับปรุงธุรกิจได้ก็คือ “ร้านบาร์เหล่านั้นจะสามารถติดตามยอดขาย สินค้าคงคลัง และมาตรวัดคุณภาพได้ในแบบเรียลไทม์ แถมยังทำให้เจ้าของบาร์สามารถปั่นกำไรได้สูงสุดถึง 20% สามารถเชื่อมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมประเภทนี้ รวมถึงแบรนด์เบียร์ต่างๆ ยังสามารถติดตามการปฏิบัติการ และรับทราบได้ว่าเบียร์ของพวกเขาจะได้รับการเสิร์ฟอย่างสมบูรณ์แบบตามปริมาณที่ลงตัวเป๊ะ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาให้กับการทำงานของบาร์เทนเดอร์ด้วย”

มีสติกเกอร์ เป็นของตัวเองได้ง่ายๆ ด้วย LINE CREATOR

แอปพลิเคชั่นยอดฮิตในการสนทนาคงหนีไม่พ้น LINE ที่เรียกว่าตอนนี้ไม่ว่าจะ พ่อ แม่ หรือรุ่นพี่ที่ทำงานก็หันมาใช้ มาสื่อสารกันทางนี้เป็นหลักแทบจะทั้งนั้น อาจด้วยความสะดวกสบาย และ ง่าย หรือถูกใจใครหลายคน อย่างพวกสติกเกอร์ที่มักจะมีลูกเล่น และใช้สื่อสารแทนคำพูดหรืออารมณ์ได้อย่างน่าสนใจ

ก่อนหน้านี้สติกเกอร์ที่วางจำหน่ายแต่ละตัว มักจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือที่เรารู้จักเป็นส่วนใหญ่ และ ถ้าสติกเกอร์แบบ Create Sticker ก็ต้องเป็นผู้ที่มีฝีมือวาดรูปหรือชำนาญด้านการกราฟฟิคเป็นส่วนมาก ถึงจะวางจำหน่ายได้ แต่นั้นมันเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ ทุกอย่างมันกำลังเปลี่ยนไป เพราะใครๆก็สามารถที่จะมี สติกเกอร์เป็นของตัวเองได้

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-4

ใครที่กำลังอยากมีสติกเกอร์เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร วาดรูปก็ไม่เก่ง จะให้ไปจ้างคนอื่นวาดให้ก็จ่ายไม่ไหว แต่ตอนนี้ มีเครื่องมือช่วยในการทำสติกเกอร์ได้ง่ายๆ ในแบบฉบับของตัวเองแล้ว

“ด้วยแอปฯ LINE CREATORS STUDIO จาก LINE ที่จเปลี่ยนรูปถ่ายที่เราถ่าย ให้กลายเป็นสติกเกอร์ ​line ในแบบที่เราต้องการได้ทันที แถมทำเสร็จแล้วยังสามารถส่งให้ไลน์พิจารณาและถ้าผ่านก็ยังสามารถวางขายได้ทันทีอีกด้วย”

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-1

ด้านการใช้งานก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างได้ แถมยังง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน เพราะแค่เราโหลดตัวแอปฯ มาติดตั้งในเครื่อง ที่มีรองรับทั้ง iOS และ Android จากนั้นก็แค่เปิดแอปฯ ก็พร้อมใช้งานโดยตั้งชื่อ สติกเกอร์ที่เราจะทำก่อน โดยความยาวไม่เกิน 40 ตัวอักษรครับ

จากนั้นเราก็มาดูวิธีการทำ ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีคือ

  • เปิดกระดาน Canvas ขึ้นมาสำหรับวาดรูปที่ต้องการด้วยตัวเอง พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์พื้นฐานทั่วไปที่เข้าใจได้ง่ายๆ
  • เลือกจากรูปภาพภายในเครื่องมาสร้างสติกเกอร์
  • ถ่ายภาพใหม่ เพื่อใช้ทำสติกเกอร์กันโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเครื่องมือตัด Crop ภาพมาให้ใช้งานได้ทันที

จากนั้นเราก็เลือกว่าต้องการทำสติกเกอร์ 1 ชุด ให้มีรูปทั้งหมด กี่รูป โดยเลือกได้ตั้งแต่ 8, 16, 24, 32 หรือ 40 รูป ตามแบบปกติ ที่ทางไลน์ กำหนด

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-2

แล้วก็ใส่รายละเอียดชื่อและข้อมูลการติดต่อให้เรียบร้อย แล้วก็เลือกภาพที่จะใช้เป็นภาพหลักเวลาค้นหาหรือขายทางไลน์ จากนั้นก็ใส่รายละเอียดพวกราคาขาย, ประเภท, ประเทศที่เราต้องการขาย เมื่อเรียบร้อยก็กดปุ่ม Request ให้ทาง LINE ได้รีวิวกันได้เลย

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-3

ถ้าไม่ติดปัญหาจากการยื่น Request จะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ สติกเกอร์ของเราก็พร้อมให้ โหลดมาใช้งานกันได้เลย แถมเรายังได้ส่วนแบ่งจากการขายอยู่ 50% ในแต่ละครั้งที่มีการโหลดสติกเกอร์อีกด้วย

แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่า แอปฯ เปิดให้ใช้งานได้เฉพาะในญี่ปุ่นก่อนเท่านั้น ส่วนประเทศไทยก็คงต้องรอกันไปก่อน หรือ ใครจะ VPN ไปโหลดที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ครับ แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน LINE Thailand ก็คงนำแอปนี้เข้ามาให้ได้ใช้กันแน่นอน

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-5

เรียกได้ว่า เป็นเครื่องมือที่น่าใช้กันจริงๆ ก็หวังว่าจะมีเข้ามาในไทยในเร็ววัน ให้เพื่อนๆพี่ๆ ได้สนุกกับการทำสติกเกอร์ แถมยังอาจได้ค่าขนม จากทางไลน์อีกด้วย

เปลี่ยน iPhone เก่าที่ไม่ได้ใช้โทรแล้ว ให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในบ้าน ด้วย SIRI Speaker

ใครที่ใช้สมาร์ทโฟน iPhone รุ่นเก่าแต่ยังใช้ได้อยู่ ต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในการโทรแล้ว คุณสามารถที่จะประยุกต์สมาร์ทโฟนเก่าให้ใช้แทนในการทำงานอย่างอื่นได้ ที่ผ่านมา iPhone สามารถประยุกต์เป็น Ip Camera ได้ หรือ ใช้เป็นกล้องติดรถยนต์ได้ ความจริงแล้วเราสามารถใช้สมาร์ทโฟนประยุกต์ในการสั่งงานเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้านได้ด้วย ผ่านทางฟีเจอร์ SIRI บน iPhone นั่นเอง

make-iphone-ipad-siri-speaker-03

SIRI มีครั้งแรกในสมัยเปิดตัว iPhone 4S และใช้งานภาษาไทยครั้งแรกบน iOS 8.3 ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น iOS 10 แล้ว นอกจากมีความสามารถที่นอกจากสั่งงานรายงานข้อมูลต่างๆภายในบริการของแอป Apple แล้ว ยังสามารถสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่นทีวี หลอดไฟ กล้องวงจรปิดด้วย ผ่านทางชุดอุปกรณ์ที่รองรับ HomeKit เป็นต้น และรวมทั้งสามารถสั่งงานแบบภาษาไทยได้แล้ว แบบนี้

cnet

ถ้าเอาให้เหมือนกับ Amazon Echo สุดๆง่ายนิดเดียว แค่นำ iPhone หรือ iPad รุ่นเก่า มาเชื่อมต่อ Bluetooth หรือเชื่อมด้วยสายเสียงเข้ากับลำโพส Speaker ก็ iPhone หรือ iPad ของคุณก็กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะเหมือน Amazon Echo และ สามารถคุย Video Call ผ่านทาง Line call , Skype หรือ facetime ก็ยังได้ด้วย หรือสั่ง SIRI เปิดเพลงก็ได้

งานนี้ใครใช้ iPhone ที่รองรับ SIRI และเป็นเวอร์ชั่น iOS 8.3 ขึ้นไป แนะนำลองนำ iPhone ของคุณมาสร้างเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้านดู และเรียนรู้การสั่งงานกับ SIRI เพื่อให้สามารถสั่งงานควบคุมต่างๆด้วยเสียงได้

ข้อมูลจาก cnet

เผยแล้ว!! ช่องโหว่ใหม่บน Android ที่สามารถขโมยข้อมูลในมือถือได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ช่องโหว่ใหม่บน Android ที่สามารถขโมยข้อมูลในมือถือได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

นักวิจัยแห่ง UC Santa Barbara และ Georgia Tech ได้ค้นพบรูโหว่ใหม่สำหรับใช้โจมตีบนระบบปฏิบัติการ Android โดยเรียกรูโหว่นี้ว่า “Cloak and Dagger” (ผ้าคลุมและมีด) มันสามารถซ่อนตัวแอบขโมยข้อมูลบนสมาร์ทโฟนได้โดยที่เราไม่รู้ตัว รูโหว่นี้สามารถใช้ในการดักจับข้อมูลการพิมพ์, ติดตั้งแอพฯ และเปลี่ยนค่าต่างๆ ในเครื่องได้ โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

รูโหว่ Cloak and Dagge ใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดใน Android UI มีการเรียกขออนุญาต (Permissions) SYSTEM ALERT WINDOW (“draw on top”) และ BIND ACCESSIBILITY SERVICE (“a11y”) ในการทำงาน ความอันตรายอยู่ตรงที่ระบบปฏิบัติการ Android ถูกกำหนดให้แอพฯส่วนใหญ่เปิดใช้งาน Draw-on-top ได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว หากแฮกเกอร์สามารถหลอกให้เจ้าของสมาร์ทโฟนอนุญาต a11y ได้ รูโหว่ Cloak and Dagge จะเริ่มทำงานทันทีโดยที่เราไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

จากการทดสอบของนักวิจัย พบว่ารูโหว่นี้สามารถสร้างเหตุการณ์แจ้งเตือนแบบหลอกๆ, ปลดล็อคสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพฯ ต่างได้ โดยที่หน้าจอยังคงถูกปิดเอาไว้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ

ในขณะนี้ Google ได้รับข้อมูลรูโหว่นี้แล้ว และได้อัพเดทระบบตรวจสอบบน Google Play เพื่อป้องกันไม่ให้มีแอพฯ อันตรายหลุดรอดขึ้นไปบน Google Play และยังได้เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยแบบใหม่เข้าไปใน Android O อีกด้วย

สำหรับผู้ใช้งาน Android ก็ต้องระมัดระวังด้วยตัวเองด้วย หลีกเลี่ยงจากติดตั้งแอพฯ จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ Google Play และอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนทุกครั้งก่อนกดอนุญาตการเข้าถึงต่างๆ ที่แอพฯ เรียกร้อง หากพบความไม่ชอบมาพากล ก็อย่าอนุญาตเป็นอันขาด
ที่มา : www.engadget.com