พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chinese University of Hong Kong ร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้สร้างหุ่นยนต์นาโนที่สามารถควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ทั้งช่วยวินิจฉัยโรค และขนส่งยาเข้าไปภายในร่างกายของมนุษย์

โดยหุ่นขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina algae) ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

11935_17112715184207_247408.jpg
หลักการทำงานของหุ่นยนต์นาโน (โดย Carlo Schaffer, Science Robotics, AAAS)

ส่วนอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของการสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ก็เพื่อที่จะให้มันสามารถเข้าไปในร่างกาย และควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีการแถลงถึงความสามารถในการปล่อยยาที่มีศักยภาพโจมตีเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

“หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีศักยภาพที่จะเข้าไปยังส่วนที่ยากต่อการเข้าถึงของร่างกายมนุษย์ และสามารถวินิจฉัยและรักษาโรค โดยก่อให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด” Kostas Kostarelos ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ การย่อยสลาย ผลการวิเคราะห์โรค และการบำบัด ก่อนที่การทดลองทางคลินิกจะเริ่มขึ้น แต่หุ่นยนต์นาโนที่ว่านี้ก็นับเป็นความหวังใหม่แห่งวงการแพทย์ และการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
ที่มา : www.geek.com

 

เผย 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 สำหรับเหล่าองค์กร จาก Gartner

ทุกๆ ปี Gartner จะออกมาสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าองค์กร และในครั้งนี้ Gartner ก็ได้ออกมาสรุปถึง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 กันแล้วทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปมาให้อ่านกันดังนี้ครับ

1. AI Foundation

คงปฏิเสธไม่ได้กับความร้อนแรงของ AI ในยามนี้ โดย Gartner ชี้ว่า AI ที่สามารถเรียนรู้, โต้ตอบ และปรับตัวได้โดยนอัตโนมัตินี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้แข่งขันกันระหว่างเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในปี 2020 ในขณะที่การใช้ AI เพื่อช่วยเสริมการตัดสินใจ, การปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ และการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นหลักที่เหล่าองค์กรให้ความสำคัญต่อไปจนถึงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร, เครื่องมือ หรือระบบที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการจัดการข้อมูลนั้นก็จะยังคงเติบโต่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะขาดไปไม่ได้แล้วสำหรับการแข่งขันในอนาคต

 

2. Intelligent Apps and Analytics

Application ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีการใช้งาน AI หรือ Machine Learning อยู่ภายในแทบทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวว่า AI นั้นทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบก็เป็นได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI นี้ก็จะทำให้รูปแบบของการทำงานและสถานที่ทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป โดย AI จะไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะมาช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอนาคต การแข่งขันในตลาด Software และ Service โดยเฉพาะ ERP นั้นจะกลายเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ AI เป็นหลักว่า AI จะมาช่วยให้การทำงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างไรแทน

 

3. Intelligent Things

สิ่งของต่างๆ ที่เคยเป็น Internet of Things (IoT) ในปัจจุบันจะวิวัฒนาการกลายไปเป็น Intelligent Things ที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของโค้ดที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงการทำงานไปตาม AI ที่ใช้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้แทน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์, Drone และทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ สูงขึ้นอย่างชัดเจน

อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัตินี้จะใช้แรงงานคนน้อยลง และในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เราก็จะเห็นระบบที่ยังคงใช้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ในฉากหลังนั้นเหล่าผู้ผลิตนั้นต่างจะซุ่มพัฒนาระบบที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อเตรียมแข่งขันกัน และประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีอย่าเงช่นกฎหมายก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตนี้

 

4. Digital Twin

ทรัพย์สินต่างๆ ในโลกจริงขององค์กรนั้นจะถูกสร้างข้อมูลขึ้นมากลายเป็นทรัพย์สินเสมือนในโลก Digital มากขึ้นเรื่อย เพื่อให้เหล่าองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจได้ในแบบ Real-time และทำการตอบโต้ต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Digital Twin จะช่วยให้การนำ AI มาใช้ผสานและการทำ Simulation มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การวางแผนในภาพใหญ่นั้นจะสามารถเจาะลึกลงรายละเอียดได้ดีขึ้นในทุกๆ ธุรกิจ และส่งประโยชน์ต่อธุรกิจ องค์กร หรือประเทศชาติได้ในระยะยาว

 

5. Cloud to the Edge

Edge Computing จะกลายเป็นส่วนต่อขยายจากระบบ Cloud อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายการประมวลผลไปใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้นก็ทำให้ Latency ต่ำลง, Bandwidth ที่ต้องใช้น้อยลง และการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ สามารถทำได้แบบกระจายตัว องค์กรจึงควรเริ่มออกแบบ Infrastructure ให้รองรับต่อสถาปัตยกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน IoT

ในอนาคต Edge Computing จะผสานรวมกับ Cloud อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้นและแบ่งหน้าที่การทำงานกันได้เป็นอย่างดี โดย Cloud นั้นจะรับบทบาทของระบบแบบ Service-oriented Model ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างระบบต่างๆ ในขณะที่ Edge Computing จะทำงานแบบ Delivery Style ที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่นั้นทำงานได้ตามที่ Cloud สั่งการ

 

6. Conversational Platforms

Conversational Platforms จะเป็นสิ่งใหญ่ที่มาเปลี่ยนวิธีการใช้งานเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์ในอนาคต การแปลภาษานั้นจะกลายเป็นงานของคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ โดยระบบต่างๆ จะรับคำถามหรือคำสั่งจากผู้ใช้งานโดยตรง และแปลงเป็นชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานโดยอัตโนมัติแทน โดยหากขาด Input ใดๆ ไประบบก็จะทำการถามกลับมายังมนุษย์ได้เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ Gartner ทำนายเอาไว้ว่าระบบ Conversational Interface จะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ และต้องมี Hardware เฉพาะ, ระบบปฏิบัติการเฉพาะ, Platform เฉพาะ ไปจนถึง Application เฉพาะมารองรับ

 

7. Immersive Experience

ท่ามกลางโลก Digital นี้ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) จะกลายมาเป็นช่องทางในการแสดงผลข้อมูลและเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกของ Digital แทน โดยปัจจุบันนี้เริ่มมี Application ที่หลากหลายมาให้เลือกใช้งานนอกเหนือจาก Application เพื่อความบันเทิงกันแล้ว และต่อไปเทคโนโลยี AR และ VR เหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่พนักงานสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสะท้อนความคุ้มค่าสู่องค์กรได้

ส่วน MR นั้นจะมาสร้างโลกที่ผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกจริงเข้าด้วยกัน เป็นก้าวถัดไปจาก AR และ VR และทำให้การโต้ตอบกับโลก Digital และข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงต่อไปอีกในอนาคต

 

8. Blockchain

Blockchain จะเริ่มถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมธุรกิจอื่นๆ นอกจากภาคการเงินมากขึ้น และเกิด Application ที่หลากหลายรูปแบบขึ้นมา อย่างไรก็ดีถึงแม้ Blockchain นี้จะมาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีเพื่อให้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นมีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาเสียก่อน

 

9. Event Driven

Digital Business ในอนาคตนั้นจะเปลี่ยนแปลงการทำงานไปเป็นแบบ Event Driven ที่ธุรกิจจะตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานเป็นหลัก ด้วยการรับข้อมูลจากเทคโนโลยีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Event Broker, IoT, Cloud, Blockchain, In-memory Data Management และ AI ทำให้การตรวจพบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจสามารถทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และปรับตัวโต้ตอบตามได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย

แต่การจะก้าวสู่การทำธุรกิจแบบ Event Driven ได้นี้ การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ และฝ่าย IT เองก็ต้องมีระบบที่เอื้อต่อธุรกิจให้รับมือกับการทำ Event Driven ให้ได้ด้วย

 

10. Continuous Adaptive Risk and Trust

ประเด็นด้าน Security เองก็ยังสำคัญ และเหล่าองค์กรเองก็ต้องนำหลักการของ Continuous Adaptive Risk and Trust Assessment (CARTA) ไปใช้เพื่อรับมือและโต้ตอบกับภัยคุยคามและการโจมตีรูปแบบต่างๆ ให้ได้ในแบบ Real-time มากยิ่งขึ้น โดย Security Infrastructure นั้นจะต้องเอื้อให้เกิดการปรับตัวได้ในทุกๆ สถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามภาคธุรกิจให้ทัน

องค์นั้นต้องหลอมรวมทีมพัฒนา Application และทีม Security เข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อก้าวจากการทำ DevOps ในปัจจุบันไปสู่การทำ DevSecOps ตามหลักของว CARTA ในขณะที่เทคโนโลยี Virtualization และ SDN นั้นก็จะส่งผลให้การสร้างระบบ Adaptive Honeypots เป็นจริงขึ้นมาได้ง่าย และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอัีนหนึ่งในการตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายขององค์กร

แหล่งข้อมูล : TechTalkThai

ลูกค้าของ Gartner สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.gartner.com/technology/research/top-10-technology-trends/ ครับ

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3812063

ทีม Google Research ได้พัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถลบลายน้ำ ออกจากรูปถ่ายได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยว่าข่าวนี้อาจทำให้บรรดาช่างภาพอาชีพหรือสมัครเล่นที่ทำพอร์ตถ่ายภาพลงขายงานมีหนาวกันบ้าง เพราะนักวิจัยของ Google Research ได้ทำการพัฒนาอัลกอริทึมที่มีความสามารถในการลบลายน้ำบนภาพถ่ายได้อย่างรวดเร็วและเรียบเนียนหมดจดแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปใช้โปรแกรมแต่งรูปลบลายน้ำออก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยขึ้นในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาในเอกสารหัวข้อ On the Effectiveness of Visible Watermarks 

water1

เราพัฒนาอัลกอริทึมนี้ขึ้นมาเพื่อโชว์ให้เห็นถึงความเปราะบางของการใช้ลายน้ำมาเป็นเครื่องมือป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และผลวิจัยนี้ยังทำให้เราได้มองเห็นแนวทางที่ช่างภาพสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ลายน้ำที่ทำการแก้ไขย้อนกลับได้ยากกว่านี้ในอนาคต’ Tali Dekel และ Michael Rubinstein ตัวแทนทีมวิจัยเปิดเผยผ่านหน้าเว็บบล็อกของ Google Research

หลักการของอัลกอริทึ่มดังกล่าวนั้นเริ่มจากทำการตรวจสอบโครงสร้างจากจำนวนภาพถ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากพบลายน้ำที่เหมือนกัน ตัวภาพและลายน้ำนั้นก็จะถูกประมวลผลแบบที่เรียกว่า noise-signal (โดยลายน้ำจัดอยู่ในกลุ่ม signal ขณะที่ภาพถ่ายถูกจัดอยู่ในกลุ่ม noise) โดยต่อจากนี้ตัวอัลกอริทึ่มจะทำการสร้างลายน้ำแบบหยาบขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็นำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ multi-image matte มาแยกเลเยอร์ของลายน้ำออกจากตัวภาพเดิม ซึ่งระบบการสร้างลายน้ำหยาบ ๆ ขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อทำให้สามารถรู้ขอบเขตในการลบลายน้ำออกไปนั่นเอง

สำหรับในเวลานี้ อัลกอริทึ่มใหม่ของ Google นี้ยังไม่สามารถลบลายน้ำทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งระหว่างการวิจัยนี้ก็ได้มีการทดลองบิดลายน้ำแบบสุ่มไปวางบนรูปภาพในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยจากภาพด้านล่างนั้นจะสังเกตเห็นความแตกต่างที่อัลกอริทึมสามารถลบลายน้ำจากภาพถ่ายทั่วไปได้ (ภาพซ้าย) แต่เมื่อมีการบิดลายน้ำ (ภาพขวา) ตัวระบบยังไม่สามารถลบลายน้ำไปได้ทั้งหมด ซึ่งหากบรรดาช่างภาพเห็นเจ้าอัลกอริทึมนี้แล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการวางลายน้ำบนภาพให้ทำการแก้ไขยากกว่าเดิมกันได้แล้วครับ

water2

 

ที่มา : watermark-cvpr17.github.io

AI กับ 7 แนวทางปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

Artificial Intelligence (AI) หรือที่คนไทยเราแปลกันว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจในทุกๆ วงการและการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคต ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปออกมาให้ทุกท่านได้ศึกษากันว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยบ้าง

 

1. Chatbot สำหรับขายอสังหาริมทรัพย์

facebook-cnn-chatbot1ระบบ Chatbot ที่จะกลายมาเป็นอีกช่องทางให้ผู้ที่สนใจข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ สามารถเข้ามาพูดคุยสอบถามรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย และส่งผู้ที่สนใจเหล่านั้นต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตัวจริงเมื่อจำเป็นนั้นจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่จะมาช่วยเสริมให้การขายอสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลความต้องการและส่งข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจต้องการได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยให้เหล่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงลูกค้าผู้สนใจจำนวนมากได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานมากนัก

แนวโน้มนี้จะไม่ได้ส่งผลกับเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์มือ 1 เท่านั้น แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์มือ 2 เองก็สามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน

 

2. Chatbot และ Robot สำหรับให้บริการผู้อยู่อาศัย

สำหรับโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดต่างๆ เองนั้น Chatbot ก็จะกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่าผู้อยู่อาศัยสามารถโต้ตอบพูดคุยกับนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลต่างๆ, การร้องขอบริการหรือการซ่อมแซม, การร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อีกทั้ง Chatbot เองก็ยังจะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางหมู่บ้านหรือคอนโดนั้นจะนำบริการอื่นๆ มานำเสนอแก่ลูกบ้านได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการการทำความสะอาด, บริการทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และอื่นๆ ซึ่งอาจใช้ทั้งช่องทางการแชท หรือการใช้เสียงพูดคุยกันก็ได้

สำหรับในไทยเองก็เริ่มมีแนวคิดของการนำหุ่นยนต์เตรียมเข้ามาให้บริการผู้อยู่อาศัยกันแล้วด้วยเช่นกัน แต่อันนี้ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะหุ่นยนต์เองก็ถือว่ายังมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ในปัจจุบัน

 

3. Seach Engine เฉพาะทางสำหรับงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ

ไม่ว่าจะเป็นมุมของผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือมุมของผู้ขายและนายหน้าที่ต้องการนำเสนออสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนรายที่เหมาะสม การนำ AI เข้ามาใช้ช่วยในการทำ Search Engine ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำระบบ Recommendation System ที่ช่วยให้เกิดยอดขายได้มากขึ้นอย่างแม่นยำเองก็เป็นอีกแนวโน้มที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

 

4. AI สำหรับตรวจสอบเอกสารทางด้านอสังหาริมทรัพย์

ในกระบวนการด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มักจะมีขั้นตอนของเอกสารและข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์อยู่ด้วย การนำ AI มาเริ่มใช้ในการประมวลผลเอกสารปริมาณมหาศาลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เริ่มทำกันแล้ว เพื่อลดเวลาและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ในขั้นตอนการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้นั่นเอง

 

5. Smart Building ประหยัดพลังงานและดูแลรักษาอาคารได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เป็นแนวคิดแรกๆ ที่มาพร้อมกับการทำ Digital Transformation สมัยแรกๆ เลย เพียงแต่การนำ AI เข้าไปเสริมกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics ภายในอาคารพาณิชย์ทั้งหลายนั้น ก็จะทำให้อาคารแต่ละแห่งที่มีปัจจัยต่างๆ แตกต่างกัน สามารถทำการ Optimize การใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังตอบโจทย์เหล่าผู้เช่าอาคารที่อาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปได้อีกด้วย

6. การทำนายมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะแม่นยำมากยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาที่เกิดขึ้น ผสมกับข้อมูลปัจจัยภายนอกในมุมที่หลากหลายยิ่งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากฝีมือของ AI ทั้งสำหรับการวางแผนสร้างอาคารใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงการเลือกลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจนถึงใหญ่

 

7. ระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารด้วย Image Recognition

การรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร, การยืนยันตัวตนก่อนเข้าพื้นที่, การติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะเริ่มกลายเป็นหน้าที่ของ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำ Image Recognition วิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด

ที่มา: adpt.news

กูเกิลพัฒนา AI ถ่ายรูปเองได้

ช่างภาพอาจตกงาน! หลังกูเกิลพัฒนา AI ถ่ายรูปเองได้

Jasper National Park, Canada. เครดิตภาพ…Google Research Blog

อาชีพช่างภาพ อาจจะกลายเป็นอดีต เพราะอาจถูก AI มาแย่งไปก็เป็นได้ เมื่อทีมวิจัยจากกูเกิล พัฒนา AI ให้สามารถเรียนรู้การทำงานของช่างภาพมืออาชีพได้

Interlaken, Switzerland. เครดิตภาพ…Google Research Blog

โดยกูเกิลได้นำเทคนิค deep learning ใน AI สำหรับศึกษาวิธีการถ่ายภาพ การจัดวางองค์ประกอบของภาพ แสงสี ผ่านภาพถ่ายพาโนรามากว่า 40,000 ภาพใน Google Street View มาต่อและแต่งภาพใหม่ ราวกับเป็นฝีมือของช่างภาพมืออาชีพ อย่างภาพเมือง Interlaken ในสวิตเซอร์แลนด์ภาพนี้ (ภาพบนจาก Google Street View ภาพล่างฝีมือ AI)

ซึ่งกูเกิลมีแผนจะนำไปต่อยอดสำหรับการพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้สวยกว่าเดิมหรือเพิ่มความสามารถให้หุ่นยนต์ถ่ายภาพเองได้

ที่มา :
https://research.googleblog.com/…/using-deep-learning-to-cr…

10 อาชีพที่ AI และ Chatbot เริ่มมาทดแทน

ใน Venture Beat มีคนรวบรวมเหล่าธุรกิจที่พัฒนา Artificial Intelligence (AI) และ Chatbot มาแทนอาชีพต่างๆ กันถึง 10 อาชีพแล้ว ทางทีมงาน Connext News เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอมาสรุปให้อ่านกันดังนี้

  1. Web Designer / Web Developer: The Grid (https://thegrid.io/) AI สำหรับวิเคราะห์ทั้งเนื้อหา, รูปภาพ, การเลือกใช้สีในการออกแบบเว็บไซต์แบบอัตโนมัติ

  2. นักการตลาดออนไลน์: Persado (http://persado.com/) AI ที่จะช่วยปรับปรุงการทำ Online Campaign และสร้าง Personalized Message ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการสื่อสาร

  3. ผู้ดูแลออฟฟิศ: Betty (http://www.telegraph.co.uk/science/2016/06/14/meet-betty-of-milton-keynes-britains-first-robotic-office-manage/) AI สำหรับตรวจตราและดูแลรักษาออฟฟิศ ทั้งคอยจัดการปิดประตูเมื่อไม่มีคนเข้าออก, ตรวจสอบการใช้พลังงานของออฟฟิศในยามค่ำคืน, ค้นหาสิ่งแปลกปลอมในที่ทำงานและถ่ายภาพส่งยามหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

  4. นักบัญชี: Smacc (https://www.techtalkthai.com/smacc-ai-for-accounting/) AI สำหรับทำบัญชี โดยอ่านเอกสารใบเสร็จต่างๆ ไปกรอกลงฟอร์มบัญชีของแต่ละองค์กรได้

  5. HR องค์กร: FlatPi (https://flatpi.com) AI สำหรับทำหน้าที่เป็น Headhunter ช่วยคัดกรองผู้สมัครและจัดลำดับผู้สมัครให้อัตโนมัติ และยังมี Chatbot ชื่อ Mya คอยทำหน้าที่รับสมัครและอัปเดตผลการรับสมัครแก่ผู้สมัครงาน

  6. นักข่าว: Wordsmith (https://automatedinsights.com/products/) AI ที่สามารถอ่านเอกสารต่างๆ มาสรุปเป็นเนื้อหาข่าวได้ และเริ่มมีสื่อใหญ่ใช้งานจริงแล้ว

  7. บรรณาธิการ: Bold (https://bold.bold.io/post/make-your-words-stand-out-udvqaw) AI สำหรับตรวจทานเนื้อหางานเขียนต่างๆ ให้ใช้คำได้ถูกต้องและดึงดูดมากยิ่งขึ้น

  8. นักกฎหมาย: Ross (http://www.rossintelligence.com/) AI นักกฎหมายที่ช่วยให้ข้อมูลความรู้ด้านกฎหมายต่างๆ พร้อมติดตามและสรุปเรื่องราวคดีต่างๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจได้

  9. แพทย์: Babylon (http://www.telegraph.co.uk/technology/news/12098412/Robot-doctor-app-raises-25m-to-predict-future-of-your-health.html) AI สำหรับซักประวัติและช่วยวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วย พร้อมติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยในภายภาคหน้า และเริ่มมีการทดสอบใช้จริงแล้ว

  10. จิตแพทย์: Ellie (http://futurism.com/uscs-new-ai-ellie-has-more-success-than-actual-therapists/) AI ที่สามารถทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้ โดยใช้วิธีการหลากหลาย เช่น ใช้ Sensor ตรวจจับความผิดปกติในการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องเริ่มปรับตัวและหาโอกาสในการนำ AI มาทดแทนการทำงานบางอย่างเพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่มนุษย์เองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้นำ AI มาใช้ประโยชน์ในชีวิตและการทำงานมากขึ้นไปด้วยพร้อมๆ กัน

ที่มา: http://venturebeat.com/2016/07/23/10-jobs-that-a-i-and-chatbots-will-replace-sooner-or-later/ 

มีสติกเกอร์ เป็นของตัวเองได้ง่ายๆ ด้วย LINE CREATOR

แอปพลิเคชั่นยอดฮิตในการสนทนาคงหนีไม่พ้น LINE ที่เรียกว่าตอนนี้ไม่ว่าจะ พ่อ แม่ หรือรุ่นพี่ที่ทำงานก็หันมาใช้ มาสื่อสารกันทางนี้เป็นหลักแทบจะทั้งนั้น อาจด้วยความสะดวกสบาย และ ง่าย หรือถูกใจใครหลายคน อย่างพวกสติกเกอร์ที่มักจะมีลูกเล่น และใช้สื่อสารแทนคำพูดหรืออารมณ์ได้อย่างน่าสนใจ

ก่อนหน้านี้สติกเกอร์ที่วางจำหน่ายแต่ละตัว มักจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือที่เรารู้จักเป็นส่วนใหญ่ และ ถ้าสติกเกอร์แบบ Create Sticker ก็ต้องเป็นผู้ที่มีฝีมือวาดรูปหรือชำนาญด้านการกราฟฟิคเป็นส่วนมาก ถึงจะวางจำหน่ายได้ แต่นั้นมันเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ ทุกอย่างมันกำลังเปลี่ยนไป เพราะใครๆก็สามารถที่จะมี สติกเกอร์เป็นของตัวเองได้

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-4

ใครที่กำลังอยากมีสติกเกอร์เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร วาดรูปก็ไม่เก่ง จะให้ไปจ้างคนอื่นวาดให้ก็จ่ายไม่ไหว แต่ตอนนี้ มีเครื่องมือช่วยในการทำสติกเกอร์ได้ง่ายๆ ในแบบฉบับของตัวเองแล้ว

“ด้วยแอปฯ LINE CREATORS STUDIO จาก LINE ที่จเปลี่ยนรูปถ่ายที่เราถ่าย ให้กลายเป็นสติกเกอร์ ​line ในแบบที่เราต้องการได้ทันที แถมทำเสร็จแล้วยังสามารถส่งให้ไลน์พิจารณาและถ้าผ่านก็ยังสามารถวางขายได้ทันทีอีกด้วย”

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-1

ด้านการใช้งานก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างได้ แถมยังง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน เพราะแค่เราโหลดตัวแอปฯ มาติดตั้งในเครื่อง ที่มีรองรับทั้ง iOS และ Android จากนั้นก็แค่เปิดแอปฯ ก็พร้อมใช้งานโดยตั้งชื่อ สติกเกอร์ที่เราจะทำก่อน โดยความยาวไม่เกิน 40 ตัวอักษรครับ

จากนั้นเราก็มาดูวิธีการทำ ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีคือ

  • เปิดกระดาน Canvas ขึ้นมาสำหรับวาดรูปที่ต้องการด้วยตัวเอง พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์พื้นฐานทั่วไปที่เข้าใจได้ง่ายๆ
  • เลือกจากรูปภาพภายในเครื่องมาสร้างสติกเกอร์
  • ถ่ายภาพใหม่ เพื่อใช้ทำสติกเกอร์กันโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเครื่องมือตัด Crop ภาพมาให้ใช้งานได้ทันที

จากนั้นเราก็เลือกว่าต้องการทำสติกเกอร์ 1 ชุด ให้มีรูปทั้งหมด กี่รูป โดยเลือกได้ตั้งแต่ 8, 16, 24, 32 หรือ 40 รูป ตามแบบปกติ ที่ทางไลน์ กำหนด

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-2

แล้วก็ใส่รายละเอียดชื่อและข้อมูลการติดต่อให้เรียบร้อย แล้วก็เลือกภาพที่จะใช้เป็นภาพหลักเวลาค้นหาหรือขายทางไลน์ จากนั้นก็ใส่รายละเอียดพวกราคาขาย, ประเภท, ประเทศที่เราต้องการขาย เมื่อเรียบร้อยก็กดปุ่ม Request ให้ทาง LINE ได้รีวิวกันได้เลย

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-3

ถ้าไม่ติดปัญหาจากการยื่น Request จะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ สติกเกอร์ของเราก็พร้อมให้ โหลดมาใช้งานกันได้เลย แถมเรายังได้ส่วนแบ่งจากการขายอยู่ 50% ในแต่ละครั้งที่มีการโหลดสติกเกอร์อีกด้วย

แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่า แอปฯ เปิดให้ใช้งานได้เฉพาะในญี่ปุ่นก่อนเท่านั้น ส่วนประเทศไทยก็คงต้องรอกันไปก่อน หรือ ใครจะ VPN ไปโหลดที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ครับ แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน LINE Thailand ก็คงนำแอปนี้เข้ามาให้ได้ใช้กันแน่นอน

170615-line-creators-studio-sticker-maker-for-app-5

เรียกได้ว่า เป็นเครื่องมือที่น่าใช้กันจริงๆ ก็หวังว่าจะมีเข้ามาในไทยในเร็ววัน ให้เพื่อนๆพี่ๆ ได้สนุกกับการทำสติกเกอร์ แถมยังอาจได้ค่าขนม จากทางไลน์อีกด้วย