ทีม Google Research ได้พัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถลบลายน้ำ ออกจากรูปถ่ายได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยว่าข่าวนี้อาจทำให้บรรดาช่างภาพอาชีพหรือสมัครเล่นที่ทำพอร์ตถ่ายภาพลงขายงานมีหนาวกันบ้าง เพราะนักวิจัยของ Google Research ได้ทำการพัฒนาอัลกอริทึมที่มีความสามารถในการลบลายน้ำบนภาพถ่ายได้อย่างรวดเร็วและเรียบเนียนหมดจดแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปใช้โปรแกรมแต่งรูปลบลายน้ำออก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยขึ้นในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาในเอกสารหัวข้อ On the Effectiveness of Visible Watermarks 

water1

เราพัฒนาอัลกอริทึมนี้ขึ้นมาเพื่อโชว์ให้เห็นถึงความเปราะบางของการใช้ลายน้ำมาเป็นเครื่องมือป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และผลวิจัยนี้ยังทำให้เราได้มองเห็นแนวทางที่ช่างภาพสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ลายน้ำที่ทำการแก้ไขย้อนกลับได้ยากกว่านี้ในอนาคต’ Tali Dekel และ Michael Rubinstein ตัวแทนทีมวิจัยเปิดเผยผ่านหน้าเว็บบล็อกของ Google Research

หลักการของอัลกอริทึ่มดังกล่าวนั้นเริ่มจากทำการตรวจสอบโครงสร้างจากจำนวนภาพถ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากพบลายน้ำที่เหมือนกัน ตัวภาพและลายน้ำนั้นก็จะถูกประมวลผลแบบที่เรียกว่า noise-signal (โดยลายน้ำจัดอยู่ในกลุ่ม signal ขณะที่ภาพถ่ายถูกจัดอยู่ในกลุ่ม noise) โดยต่อจากนี้ตัวอัลกอริทึ่มจะทำการสร้างลายน้ำแบบหยาบขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็นำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ multi-image matte มาแยกเลเยอร์ของลายน้ำออกจากตัวภาพเดิม ซึ่งระบบการสร้างลายน้ำหยาบ ๆ ขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อทำให้สามารถรู้ขอบเขตในการลบลายน้ำออกไปนั่นเอง

สำหรับในเวลานี้ อัลกอริทึ่มใหม่ของ Google นี้ยังไม่สามารถลบลายน้ำทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งระหว่างการวิจัยนี้ก็ได้มีการทดลองบิดลายน้ำแบบสุ่มไปวางบนรูปภาพในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยจากภาพด้านล่างนั้นจะสังเกตเห็นความแตกต่างที่อัลกอริทึมสามารถลบลายน้ำจากภาพถ่ายทั่วไปได้ (ภาพซ้าย) แต่เมื่อมีการบิดลายน้ำ (ภาพขวา) ตัวระบบยังไม่สามารถลบลายน้ำไปได้ทั้งหมด ซึ่งหากบรรดาช่างภาพเห็นเจ้าอัลกอริทึมนี้แล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการวางลายน้ำบนภาพให้ทำการแก้ไขยากกว่าเดิมกันได้แล้วครับ

water2

 

ที่มา : watermark-cvpr17.github.io

AI กับ 7 แนวทางปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

Artificial Intelligence (AI) หรือที่คนไทยเราแปลกันว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจในทุกๆ วงการและการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคต ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปออกมาให้ทุกท่านได้ศึกษากันว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยบ้าง

 

1. Chatbot สำหรับขายอสังหาริมทรัพย์

facebook-cnn-chatbot1ระบบ Chatbot ที่จะกลายมาเป็นอีกช่องทางให้ผู้ที่สนใจข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ สามารถเข้ามาพูดคุยสอบถามรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย และส่งผู้ที่สนใจเหล่านั้นต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตัวจริงเมื่อจำเป็นนั้นจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่จะมาช่วยเสริมให้การขายอสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลความต้องการและส่งข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจต้องการได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยให้เหล่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงลูกค้าผู้สนใจจำนวนมากได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานมากนัก

แนวโน้มนี้จะไม่ได้ส่งผลกับเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์มือ 1 เท่านั้น แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์มือ 2 เองก็สามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน

 

2. Chatbot และ Robot สำหรับให้บริการผู้อยู่อาศัย

สำหรับโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดต่างๆ เองนั้น Chatbot ก็จะกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่าผู้อยู่อาศัยสามารถโต้ตอบพูดคุยกับนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลต่างๆ, การร้องขอบริการหรือการซ่อมแซม, การร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อีกทั้ง Chatbot เองก็ยังจะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางหมู่บ้านหรือคอนโดนั้นจะนำบริการอื่นๆ มานำเสนอแก่ลูกบ้านได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการการทำความสะอาด, บริการทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และอื่นๆ ซึ่งอาจใช้ทั้งช่องทางการแชท หรือการใช้เสียงพูดคุยกันก็ได้

สำหรับในไทยเองก็เริ่มมีแนวคิดของการนำหุ่นยนต์เตรียมเข้ามาให้บริการผู้อยู่อาศัยกันแล้วด้วยเช่นกัน แต่อันนี้ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะหุ่นยนต์เองก็ถือว่ายังมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ในปัจจุบัน

 

3. Seach Engine เฉพาะทางสำหรับงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ

ไม่ว่าจะเป็นมุมของผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือมุมของผู้ขายและนายหน้าที่ต้องการนำเสนออสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนรายที่เหมาะสม การนำ AI เข้ามาใช้ช่วยในการทำ Search Engine ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำระบบ Recommendation System ที่ช่วยให้เกิดยอดขายได้มากขึ้นอย่างแม่นยำเองก็เป็นอีกแนวโน้มที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

 

4. AI สำหรับตรวจสอบเอกสารทางด้านอสังหาริมทรัพย์

ในกระบวนการด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มักจะมีขั้นตอนของเอกสารและข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์อยู่ด้วย การนำ AI มาเริ่มใช้ในการประมวลผลเอกสารปริมาณมหาศาลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เริ่มทำกันแล้ว เพื่อลดเวลาและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ในขั้นตอนการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้นั่นเอง

 

5. Smart Building ประหยัดพลังงานและดูแลรักษาอาคารได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เป็นแนวคิดแรกๆ ที่มาพร้อมกับการทำ Digital Transformation สมัยแรกๆ เลย เพียงแต่การนำ AI เข้าไปเสริมกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics ภายในอาคารพาณิชย์ทั้งหลายนั้น ก็จะทำให้อาคารแต่ละแห่งที่มีปัจจัยต่างๆ แตกต่างกัน สามารถทำการ Optimize การใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังตอบโจทย์เหล่าผู้เช่าอาคารที่อาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปได้อีกด้วย

6. การทำนายมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะแม่นยำมากยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาที่เกิดขึ้น ผสมกับข้อมูลปัจจัยภายนอกในมุมที่หลากหลายยิ่งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากฝีมือของ AI ทั้งสำหรับการวางแผนสร้างอาคารใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงการเลือกลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจนถึงใหญ่

 

7. ระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารด้วย Image Recognition

การรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร, การยืนยันตัวตนก่อนเข้าพื้นที่, การติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะเริ่มกลายเป็นหน้าที่ของ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำ Image Recognition วิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด

ที่มา: adpt.news

หลับสบายไหม? AI บอกได้ – เมื่อนักวิจัยใช้ Deep Learning วิเคราะห์การนอนหลับจากคลื่นวิทยุ

การศึกษาการนอนหลับนั้นยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักวิจัยให้ความสนใจเนื่องจากตามวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้น เรายังไม่มีความเข้าใจการนอนหลับที่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งประชากรจำนวนมากยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเป็นประจำ การใช้เครื่องดูแลสถานะการนอนนั้นก็ดูจะไม่เป็นผลดีนักเมื่อมันทำให้อาการนอนหลับผิดปกติย่ำแย่ลงไปอีก นักวิจัยจาก MIT จึงหันมาใช้วิธีใหม่ที่ใช้พลังจาก deep learning ในการศึกษาการนอนหลับ

ทีมนักวิจัยจากสถาบัน MIT ซึ่งนำโดย Dina Katabi และ Erna Viterbi ได้ทำงานร่วมกับหัวหน้าแผนกโรคเกี่ยวกับการนอนหลับโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital พัฒนาระบบตรวจสถานะการนอนหลับโดยการวิเคราะห์คลื่นวิทยุด้วย deep neural network ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบเดิมที่ใช้คลื่นวิทยุตรวจในการวัดคลื่นหัวใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ทีมเคยพัฒนามาก่อนหน้านี้

อุปกรณ์หลักที่เป็นใจความสำคัญของระบบที่ว่านี้คือกล่องปล่อยสัญญาณคลื่นวิทยุพลังงานต่ำขนาดประมาณคอมพิวเตอร์แลปท็อป เมื่อคลื่นวิทยุถูกสะท้อนออกมาหลังการกระทบกับร่างกายของมนุษย์ ระบบจะทำการเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัญญาณคลื่น เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป

ในการวิเคราะห์นั้น เนื่องจากข้อมูลคลื่นสัญญาณที่ได้รับออกมามักประกอบไปด้วยข้อมูลอันไม่จำเป็นจำนวนมาก ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาอัลกอริทึมด้วย deep neural network ที่ทำหน้าที่กำจัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้นักวิจัยสามารถนำข้อมูลที่เหลือที่มีประโยชน์ไปวิเคราะห์ได้

ระบบตรวจสถานะการนอนหลับนี้สามารถทำงานโดยไม่ต้องมีการตั้งค่าเบื้องต้นกับสถานที่หรือตัวบุคคลที่เปลี่ยนไป และสามารถระบุได้ว่าผู้ที่ถูกวิเคราะห์กำลังอยู่ในสถานะใดของการนอนหลับ คือ อยู่ในช่วง light sleep, หลับลึก, หรือ REM (Rapid Eye Movement) โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 80 ซึ่งเทียบเท่ากับการวัดค่าการนอนหลับด้วยวิธี EEG (electroencephalography) จึงนับว่าเป็นพัฒนาการจากระบบวัดสถานะการนอนหลับด้วยคลื่นวิทยุเดิมที่มีความแม่นยำเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น

สำหรับในอนาคต ทีมวิจัยมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบที่สามารถวัดค่าต่างๆของร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ หรือสวมใส่อะไรเพิ่มเติม

 

PrompTec Smart WiFi Sound sensor

PT08-01

PT08-07

ติดตามข่าวสาร #IoT #Smarthome ได้ที่ Facebook : ConnextConcept

What is a SMARTCITY

สมาร์ตซิตี (smart city) หรือ เมืองอัจฉริยะ เป็นรูปแบบการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิตัล หรือข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารในการเพิ่มประสิทธิและคุณภาพของบริการชุมชน เพื่อช่วยในการลดต้นทุน และลดการบริโภคของประชากร โดยยังคงเพิ่มประสิทธิภาพให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้ในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การพัฒนาสมาร์ตซิตีมีการพัฒนาในหลายภาคส่วนรวมถึง หน่วยงานราชการ การจราจรและขนส่ง พลังงาน สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการจัดการเมืองและชุมชน และการตอบสนองแบบทันท่วงที หรือ ลองไปชม VDO ข้างล่างนี้กันได้เลย

จิบเบียร์นุ่มๆ ด้วยก็อกเบียร์อัจฉริยะ

เมื่อ loT (อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง) เปิดประตูเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก นั่นถือว่าเป็นการกรุยทางให้สตาร์ทอัพจำนวนมากได้พัฒนาโซลูชั่นที่มีลักษณะเฉพาะ และช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตพร้อมมีส่วนร่วมไปกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นด้วย
             การใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ผ่านการเซ็นเซอร์ที่หลากหลาย รวมถึงมีระบบวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้มา ทำให้โซลูชั่นนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจค้าปลีกให้เหนือขึ้นไปอีกระดับ
            และนอกจากจะมีโซลูชั่นที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่เราได้พบมากไปกว่านั้นก็คือ Taptronics ซึ่งโซลูชั่นนี้เป็นการออกแบบก็อกเบียร์อัจฉริยะแบบพลั๊กแอนด์เพลย์รายแรกของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท Pubinno ซึ่งตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก
            Taptronics เป็นก็อกเบียร์สดที่มีความอัจฉริยะเพราะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้บริการเสิร์ฟเบียร์ได้ในปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะ และลงตัวสำหรับทุกๆ ไพน์ ได้ด้วยเพียงสัมผัสเดียว อีกทั้งยังทำให้ร้านอาหาร และบาร์ ลดการสูญเสีย และถูกฉ้อโกงได้ ถึง 20% เลยทีเดียว

 BeerApp2.jpg

            เว็บไซต์ของ Pubinno ระบุว่า “อัลกอริธึ่มส์สมาร์ทโฟลว์ของ Taptronics จะใช้เซ็นเซอร์ ที่มีพารามิเตอร์ถึง 10 ตัว และโรบอตที่ได้รับสิทธิบัตรมาการันตีว่าคุณจะได้รับประสบการณ์การดื่มอันยอดเยี่ยม ด้วยปริมาณที่แม่นยำ”
             “ด้วยก็อกเบียร์สุดอัจฉริยะอย่าง Taptronics ลูกค้าจะได้ละเลียดกับการจิบเบียร์ที่สมบูรณ์แบบ ผู้จัดการบาร์ก็สามารถเพิ่มรายรับได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนแบรนด์ก็สามารถรับทราบยอดขายแบบเรียลไทม์ รวมถึงปริมาณที่คงเหลืออยู่ และข้อมูลคุณภาพของเบียร์ด้วย พร้อมมั่นใจกับมาตรฐานที่มีคุณภาพได้ในทุกช่องทางขาย เราขอต้อนรับคุณเข้าสู่อนาคตอันสดใสของธุรกิจเบียร์สดกัน”
            แคน อัลกุล (Can Algul) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pubinno กล่าวกับ asmag.com ว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้บาร์เบียร์ต่างๆ ปรับปรุงธุรกิจได้ก็คือ “ร้านบาร์เหล่านั้นจะสามารถติดตามยอดขาย สินค้าคงคลัง และมาตรวัดคุณภาพได้ในแบบเรียลไทม์ แถมยังทำให้เจ้าของบาร์สามารถปั่นกำไรได้สูงสุดถึง 20% สามารถเชื่อมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมประเภทนี้ รวมถึงแบรนด์เบียร์ต่างๆ ยังสามารถติดตามการปฏิบัติการ และรับทราบได้ว่าเบียร์ของพวกเขาจะได้รับการเสิร์ฟอย่างสมบูรณ์แบบตามปริมาณที่ลงตัวเป๊ะ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาให้กับการทำงานของบาร์เทนเดอร์ด้วย”

10 อาชีพที่ AI และ Chatbot เริ่มมาทดแทน

ใน Venture Beat มีคนรวบรวมเหล่าธุรกิจที่พัฒนา Artificial Intelligence (AI) และ Chatbot มาแทนอาชีพต่างๆ กันถึง 10 อาชีพแล้ว ทางทีมงาน Connext News เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอมาสรุปให้อ่านกันดังนี้

  1. Web Designer / Web Developer: The Grid (https://thegrid.io/) AI สำหรับวิเคราะห์ทั้งเนื้อหา, รูปภาพ, การเลือกใช้สีในการออกแบบเว็บไซต์แบบอัตโนมัติ

  2. นักการตลาดออนไลน์: Persado (http://persado.com/) AI ที่จะช่วยปรับปรุงการทำ Online Campaign และสร้าง Personalized Message ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการสื่อสาร

  3. ผู้ดูแลออฟฟิศ: Betty (http://www.telegraph.co.uk/science/2016/06/14/meet-betty-of-milton-keynes-britains-first-robotic-office-manage/) AI สำหรับตรวจตราและดูแลรักษาออฟฟิศ ทั้งคอยจัดการปิดประตูเมื่อไม่มีคนเข้าออก, ตรวจสอบการใช้พลังงานของออฟฟิศในยามค่ำคืน, ค้นหาสิ่งแปลกปลอมในที่ทำงานและถ่ายภาพส่งยามหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

  4. นักบัญชี: Smacc (https://www.techtalkthai.com/smacc-ai-for-accounting/) AI สำหรับทำบัญชี โดยอ่านเอกสารใบเสร็จต่างๆ ไปกรอกลงฟอร์มบัญชีของแต่ละองค์กรได้

  5. HR องค์กร: FlatPi (https://flatpi.com) AI สำหรับทำหน้าที่เป็น Headhunter ช่วยคัดกรองผู้สมัครและจัดลำดับผู้สมัครให้อัตโนมัติ และยังมี Chatbot ชื่อ Mya คอยทำหน้าที่รับสมัครและอัปเดตผลการรับสมัครแก่ผู้สมัครงาน

  6. นักข่าว: Wordsmith (https://automatedinsights.com/products/) AI ที่สามารถอ่านเอกสารต่างๆ มาสรุปเป็นเนื้อหาข่าวได้ และเริ่มมีสื่อใหญ่ใช้งานจริงแล้ว

  7. บรรณาธิการ: Bold (https://bold.bold.io/post/make-your-words-stand-out-udvqaw) AI สำหรับตรวจทานเนื้อหางานเขียนต่างๆ ให้ใช้คำได้ถูกต้องและดึงดูดมากยิ่งขึ้น

  8. นักกฎหมาย: Ross (http://www.rossintelligence.com/) AI นักกฎหมายที่ช่วยให้ข้อมูลความรู้ด้านกฎหมายต่างๆ พร้อมติดตามและสรุปเรื่องราวคดีต่างๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจได้

  9. แพทย์: Babylon (http://www.telegraph.co.uk/technology/news/12098412/Robot-doctor-app-raises-25m-to-predict-future-of-your-health.html) AI สำหรับซักประวัติและช่วยวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วย พร้อมติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยในภายภาคหน้า และเริ่มมีการทดสอบใช้จริงแล้ว

  10. จิตแพทย์: Ellie (http://futurism.com/uscs-new-ai-ellie-has-more-success-than-actual-therapists/) AI ที่สามารถทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้ โดยใช้วิธีการหลากหลาย เช่น ใช้ Sensor ตรวจจับความผิดปกติในการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องเริ่มปรับตัวและหาโอกาสในการนำ AI มาทดแทนการทำงานบางอย่างเพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่มนุษย์เองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้นำ AI มาใช้ประโยชน์ในชีวิตและการทำงานมากขึ้นไปด้วยพร้อมๆ กัน

ที่มา: http://venturebeat.com/2016/07/23/10-jobs-that-a-i-and-chatbots-will-replace-sooner-or-later/ 

เมื่อปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาอยู่ในทุกสรรพสิ่ง: AI of Everything

บทความโดย พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการ

“เมื่อปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาอยู่ในทุกสรรพสิ่ง: AI of Everything”

ในปี 2017 นี้ เทคโนโลยีจำนวนมากจะเปลี่ยนจากที่อยู่เพียงแค่ในนิยายมาเป็นผลิตภัณฑ์ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยหัวใจสำคัญของแนวโน้มเทคโนโลยีในปีนี้คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคโนโลยีในรูปแบบอื่นๆอีก ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้

pexels-photo-255527

ในขณะที่แอพพลิเคชั่น AI ถูกฝังอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การเงิน โลจิสติกส์ และการแพทย์ เป็นต้น ได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของ AI ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ปัญญาประดิษฐ์ของทุกสรรพสิ่ง (AI of Everything) นั่นเอง
Tom Morrod ผู้อำนวยการอาวุโสแห่ง HIS Markit กล่าวว่า พวกเขามีความสนใจในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์และวิธีการนำมาใช้สำหรับผู้บริโภค เช่น วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มากขึ้น สำหรับการโฆษณาและในแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนได้เอง, โดรน และหุ่นยนต์ เป็นต้น

pexels-photo-227

 

รายได้จากตลาด AI ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 643.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016 เป็น 38.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Tractica และจากรายงานของ ABI Research พบว่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) และความจริงเสมือน (VR) จะมีการผลิตเพื่อใช้งานถึงประมาณ 37 ล้านเครื่องในปี 2018

 

 

การออกแบบอย่างจริงจังและการปรับใช้เทคโนโลยีดูเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้น การใช้งานเชิงพาณิชย์จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นในปีนี้ ในการใช้งานของภาคอุตสาหกรรมและวิชาชีพต่างๆ เช่น การฟื้นฟูทางการแพทย์ ภาพยนตร์อินเทอร์แอกทีฟ การค้าปลีกและโลจิสติกส์ เป็นต้น

ในอุตสาหกรรมโลจิสติก กำลังจะถูกท้าทายจาก AI of Everything ทั้งนี้หาก AI+IoT+Cloud+Big data+Blockchain สามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างนวัตกรรมโลจิสติกส์รูปแบบ startup ใหม่ๆที่ทรงพลัง ก็อาจจะทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์เดิมๆ ถูกท้าทายด้วยรูปแบบโลจิสติกส์ใหม่ ที่ realtime กว่า, ต้นทุนต่ำกว่า, บริหารจัดการง่ายกว่า, ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีกว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างมากในอนาคตอันใกล้

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจาก CIO คาดการณ์ว่าตลาดคลาวด์ทั่วโลกจะมีมูลค่า 146 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 87 พันล้านเหรียญในปี 2015 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 22% ซึ่งก็เกิดจากการสื่อสารข้อมูลของ IoT ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้นเอง ซึ่งมันคือสัญญาณที่ทำให้สรรพสิ่งต่างๆในโลก สามารถตรวจหาตำแหน่งและบริหารจัดการได้อย่าง realtime ด้วยความง่ายดาย นั่นเอง

เมื่อต้องเผชิญกับการเติบโตที่เกิดขึ้น การบริการคลาวด์ ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน มีการคาดว่าจะมีแนวโน้มไปสู่ Meta-cloud ที่กลุ่มคลาวด์หลายกลุ่มสามารถเข้าถึงได้จาก Single web interface นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลในระดับ Big data กำลังขยับเข้าใกล้ผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น ซึ่งมีการเพิ่มความเร็วและแบนด์วิธที่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว

cropped-cropped-wall-building-011.png

ด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อแบบ IoT นับหมื่นล้านเครื่องในภายในปี 2020 ทำให้บริษัทต่างๆ ตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้ low-power wide-area network (LPWAN) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กมากๆ ในการขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมการเชื่อมต่อ IoT

IoT ขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายที่น่าเชื่อถือ แม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล และแม้แต่เมื่อมีพลังงานต่ำ โดยการถ่ายโอนข้อมูลก็จะยังสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในปี 2017 จะเป็นปีแห่งเทคโนโลยี LPWAN ที่รองรับผู้ดำเนินการด้านโทรคมนาคม ให้สามารถใช้แอพพลิเคชั่น Low-bit-rate ได้ นั่นก็หมายความว่า สรรพสิ่งต่างๆ กำลังจะถูกเชื่อมต่อด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก นั่นเอง

IHS Markit คาดการณ์ว่า การใช้ LPWAN ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 46.4 ล้านหน่วยในปี 2017 เป็น 383 ล้านหน่วยภายในปี 2021 โดยตัวอย่างของประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ได้แก่ มาตรวัดในชนบท อาคารอัจฉริยะ และเซ็นเซอร์ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทคโนโลยี Narrowband IoT (NB-IoT) และเครือข่าย LTE Cat-M ที่จะใช้งานในปี 2017 จะส่งผลให้มีการใช้ IoT ได้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน จึงทำให้ระบบโลจิสติกส์ในอนาคตมีความชาญฉลาด และบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น จนทำให้เกิด startup ใหม่ๆได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

การเติบโตของสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย ต้นทุนที่ต่ำลงและนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง กำลังมีผลอย่างมากต่อรูปแบบใหม่ของอุปกรณ์สมาร์ทโฟน นาฬิกาอัจฉริยะ ชุดหูฟัง VR แว่นตาอัจริยะ และหุ่นยนต์ต่างๆ ซึ่งจะปรากฏตัวสู่ตลาดโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว นั่นก็จะทำให้ AI of Everything เกิดความสมบูรณ์แบบและเป็นจริง

ชุดหูฟังของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เปลี่ยนไปสู่การใช้ในยานพาหนะ โดยหน้าจอสมาร์ทโฟนก็มีให้เห็นในอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ และวิทยุจากสมาร์ทโฟนที่มีการเชื่อมต่อสำหรับ IoT โดยเทคโนโลยี IoT นี้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกกว่า จัดการได้ง่ายกว่า และสามารถคาดการณ์ได้ดีขึ้นจากการเก็บข้อมูล Big data จนขีดความสามารถใหม่ๆของมัน อาจจะมา แทนที่สิ่งต่างๆ รวมทั้งธุรกิจรูปแบบเดิมๆ จนหายไปจากตลาดได้อย่างน่ากลัว…

Reference
[1] https://itu4u.wordpress.com/2017/02/06/top-tech-trends-of-2017-the-ai-of-everything/
[2] https://www.techinasia.com/yojee-ai-logistics-profile

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
30 พฤษภาคม 2560

http://www.เศรษฐพงค์.com