พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chinese University of Hong Kong ร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้สร้างหุ่นยนต์นาโนที่สามารถควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ทั้งช่วยวินิจฉัยโรค และขนส่งยาเข้าไปภายในร่างกายของมนุษย์

โดยหุ่นขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina algae) ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

11935_17112715184207_247408.jpg
หลักการทำงานของหุ่นยนต์นาโน (โดย Carlo Schaffer, Science Robotics, AAAS)

ส่วนอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของการสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ก็เพื่อที่จะให้มันสามารถเข้าไปในร่างกาย และควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีการแถลงถึงความสามารถในการปล่อยยาที่มีศักยภาพโจมตีเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

“หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีศักยภาพที่จะเข้าไปยังส่วนที่ยากต่อการเข้าถึงของร่างกายมนุษย์ และสามารถวินิจฉัยและรักษาโรค โดยก่อให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด” Kostas Kostarelos ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ การย่อยสลาย ผลการวิเคราะห์โรค และการบำบัด ก่อนที่การทดลองทางคลินิกจะเริ่มขึ้น แต่หุ่นยนต์นาโนที่ว่านี้ก็นับเป็นความหวังใหม่แห่งวงการแพทย์ และการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
ที่มา : www.geek.com

 

เผย 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 สำหรับเหล่าองค์กร จาก Gartner

ทุกๆ ปี Gartner จะออกมาสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าองค์กร และในครั้งนี้ Gartner ก็ได้ออกมาสรุปถึง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 กันแล้วทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปมาให้อ่านกันดังนี้ครับ

1. AI Foundation

คงปฏิเสธไม่ได้กับความร้อนแรงของ AI ในยามนี้ โดย Gartner ชี้ว่า AI ที่สามารถเรียนรู้, โต้ตอบ และปรับตัวได้โดยนอัตโนมัตินี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้แข่งขันกันระหว่างเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในปี 2020 ในขณะที่การใช้ AI เพื่อช่วยเสริมการตัดสินใจ, การปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ และการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นหลักที่เหล่าองค์กรให้ความสำคัญต่อไปจนถึงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร, เครื่องมือ หรือระบบที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการจัดการข้อมูลนั้นก็จะยังคงเติบโต่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะขาดไปไม่ได้แล้วสำหรับการแข่งขันในอนาคต

 

2. Intelligent Apps and Analytics

Application ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีการใช้งาน AI หรือ Machine Learning อยู่ภายในแทบทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวว่า AI นั้นทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบก็เป็นได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI นี้ก็จะทำให้รูปแบบของการทำงานและสถานที่ทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป โดย AI จะไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะมาช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอนาคต การแข่งขันในตลาด Software และ Service โดยเฉพาะ ERP นั้นจะกลายเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ AI เป็นหลักว่า AI จะมาช่วยให้การทำงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างไรแทน

 

3. Intelligent Things

สิ่งของต่างๆ ที่เคยเป็น Internet of Things (IoT) ในปัจจุบันจะวิวัฒนาการกลายไปเป็น Intelligent Things ที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของโค้ดที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงการทำงานไปตาม AI ที่ใช้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้แทน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์, Drone และทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ สูงขึ้นอย่างชัดเจน

อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัตินี้จะใช้แรงงานคนน้อยลง และในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เราก็จะเห็นระบบที่ยังคงใช้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ในฉากหลังนั้นเหล่าผู้ผลิตนั้นต่างจะซุ่มพัฒนาระบบที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อเตรียมแข่งขันกัน และประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีอย่าเงช่นกฎหมายก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตนี้

 

4. Digital Twin

ทรัพย์สินต่างๆ ในโลกจริงขององค์กรนั้นจะถูกสร้างข้อมูลขึ้นมากลายเป็นทรัพย์สินเสมือนในโลก Digital มากขึ้นเรื่อย เพื่อให้เหล่าองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจได้ในแบบ Real-time และทำการตอบโต้ต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Digital Twin จะช่วยให้การนำ AI มาใช้ผสานและการทำ Simulation มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การวางแผนในภาพใหญ่นั้นจะสามารถเจาะลึกลงรายละเอียดได้ดีขึ้นในทุกๆ ธุรกิจ และส่งประโยชน์ต่อธุรกิจ องค์กร หรือประเทศชาติได้ในระยะยาว

 

5. Cloud to the Edge

Edge Computing จะกลายเป็นส่วนต่อขยายจากระบบ Cloud อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายการประมวลผลไปใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้นก็ทำให้ Latency ต่ำลง, Bandwidth ที่ต้องใช้น้อยลง และการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ สามารถทำได้แบบกระจายตัว องค์กรจึงควรเริ่มออกแบบ Infrastructure ให้รองรับต่อสถาปัตยกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน IoT

ในอนาคต Edge Computing จะผสานรวมกับ Cloud อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้นและแบ่งหน้าที่การทำงานกันได้เป็นอย่างดี โดย Cloud นั้นจะรับบทบาทของระบบแบบ Service-oriented Model ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างระบบต่างๆ ในขณะที่ Edge Computing จะทำงานแบบ Delivery Style ที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่นั้นทำงานได้ตามที่ Cloud สั่งการ

 

6. Conversational Platforms

Conversational Platforms จะเป็นสิ่งใหญ่ที่มาเปลี่ยนวิธีการใช้งานเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์ในอนาคต การแปลภาษานั้นจะกลายเป็นงานของคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ โดยระบบต่างๆ จะรับคำถามหรือคำสั่งจากผู้ใช้งานโดยตรง และแปลงเป็นชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานโดยอัตโนมัติแทน โดยหากขาด Input ใดๆ ไประบบก็จะทำการถามกลับมายังมนุษย์ได้เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ Gartner ทำนายเอาไว้ว่าระบบ Conversational Interface จะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ และต้องมี Hardware เฉพาะ, ระบบปฏิบัติการเฉพาะ, Platform เฉพาะ ไปจนถึง Application เฉพาะมารองรับ

 

7. Immersive Experience

ท่ามกลางโลก Digital นี้ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) จะกลายมาเป็นช่องทางในการแสดงผลข้อมูลและเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกของ Digital แทน โดยปัจจุบันนี้เริ่มมี Application ที่หลากหลายมาให้เลือกใช้งานนอกเหนือจาก Application เพื่อความบันเทิงกันแล้ว และต่อไปเทคโนโลยี AR และ VR เหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่พนักงานสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสะท้อนความคุ้มค่าสู่องค์กรได้

ส่วน MR นั้นจะมาสร้างโลกที่ผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกจริงเข้าด้วยกัน เป็นก้าวถัดไปจาก AR และ VR และทำให้การโต้ตอบกับโลก Digital และข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงต่อไปอีกในอนาคต

 

8. Blockchain

Blockchain จะเริ่มถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมธุรกิจอื่นๆ นอกจากภาคการเงินมากขึ้น และเกิด Application ที่หลากหลายรูปแบบขึ้นมา อย่างไรก็ดีถึงแม้ Blockchain นี้จะมาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีเพื่อให้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นมีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาเสียก่อน

 

9. Event Driven

Digital Business ในอนาคตนั้นจะเปลี่ยนแปลงการทำงานไปเป็นแบบ Event Driven ที่ธุรกิจจะตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานเป็นหลัก ด้วยการรับข้อมูลจากเทคโนโลยีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Event Broker, IoT, Cloud, Blockchain, In-memory Data Management และ AI ทำให้การตรวจพบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจสามารถทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และปรับตัวโต้ตอบตามได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย

แต่การจะก้าวสู่การทำธุรกิจแบบ Event Driven ได้นี้ การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ และฝ่าย IT เองก็ต้องมีระบบที่เอื้อต่อธุรกิจให้รับมือกับการทำ Event Driven ให้ได้ด้วย

 

10. Continuous Adaptive Risk and Trust

ประเด็นด้าน Security เองก็ยังสำคัญ และเหล่าองค์กรเองก็ต้องนำหลักการของ Continuous Adaptive Risk and Trust Assessment (CARTA) ไปใช้เพื่อรับมือและโต้ตอบกับภัยคุยคามและการโจมตีรูปแบบต่างๆ ให้ได้ในแบบ Real-time มากยิ่งขึ้น โดย Security Infrastructure นั้นจะต้องเอื้อให้เกิดการปรับตัวได้ในทุกๆ สถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามภาคธุรกิจให้ทัน

องค์นั้นต้องหลอมรวมทีมพัฒนา Application และทีม Security เข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อก้าวจากการทำ DevOps ในปัจจุบันไปสู่การทำ DevSecOps ตามหลักของว CARTA ในขณะที่เทคโนโลยี Virtualization และ SDN นั้นก็จะส่งผลให้การสร้างระบบ Adaptive Honeypots เป็นจริงขึ้นมาได้ง่าย และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอัีนหนึ่งในการตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายขององค์กร

แหล่งข้อมูล : TechTalkThai

ลูกค้าของ Gartner สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.gartner.com/technology/research/top-10-technology-trends/ ครับ

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3812063

 Amazon ขนกองทัพ Alexa หลากรุ่นสู่ตลาด

Jนานแล้วที่เราไม่ได้เห็นการเปิดตัวกองทัพสินค้ารวดเดียวจากบริษัทไอทีใหญ่ ล่าสุดแอมะซอน (Amazon) ประกาศแจ้งเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรุ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งอุปกรณ์กลุ่มเอคโค (Echo) รุ่นใหม่ รวมถึงอุปกรณ์อื่นที่ทำให้ระบบผู้ช่วยส่วนตัว “อเล็กซ่า” (Alexa) สามารถให้บริการในรูปใหม่ได้อย่างน่าสนใจ


Amazon Echo ปรับใหม่

Echo รุ่นใหม่นั้นปรับให้มีขนาดเล็กลง โดยสูงกว่ากระป๋องโซดาเพียงเล็กน้อย เช่นเคย Amazon ระบุว่า Echo รุ่นใหม่จะพัฒนาจากรุ่นเก่าทั้งการประมวลผลที่เร็วขึ้น การรู้จำเสียงของ Alexa ที่ดีขึ้น และการทำงานที่เสถียรมากขึ้น

Echo รุ่นใหม่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกใส่หน้ากากเพื่อตกแต่ง Echo ได้ มีทั้งเคสที่เป็นไม้และผ้า ดังนั้นผู้ใช้ที่เบื่อสามารถแลกเปลี่ยนเคสใหม่ได้เพื่อให้เหมาะกับการวางในห้องนั่งเล่นมากขึ้น

นอกจากนี้ จุดต่างจาก Echo รุ่นเก่า คือรุ่นใหม่มีช่องเสียบเสริมเพื่อต่อกับลำโพงอื่น ทั้งหมดนี้ Amazon Echo เปิดให้สั่งจองแล้วในราคา 99 เหรียญ (ลดลงจาก 199 เหรียญในรุ่นก่อน) ราว 3,300 บาท


Echo Plus น้องใหม่ทำงานหลากหลาย

Echo Plus ที่ Amazon ตั้งราคาไว้ 149 เหรียญ (ราว 5,000 บาท) นั้นถูกออกแบบให้มองเหมือน Echo เดิม แต่มาพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ดีกว่า รวมถึงสามารถเป็นศูนย์ควบคุมหรือโฮมฮับอัจฉริยะในตัว เพื่อควบคุมอุปกรณ์ออนไลน์ในบ้าน เช่น หลอดไฟอัจฉริยะ กลอนล็อกประตูอัจฉริยะ และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ

Echo รุ่นเดิมนั้นสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้านก็จริง แต่ผู้ใช้จะต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่ม Echo รุ่นใหม่จึงปรับให้ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าใด ไม่ต้องติดแอปพลิเคชันเพิ่ม แต่ก็สามารถทำงานได้ราบรื่น โดย Echo Plus ไม่ต่างจาก Echo ใหม่ที่มีช่องเสียบเสริมสำหรับลำโพงภายนอก

Echo Plus เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันพุธ ราคา 149 เหรียญสหรัฐ มีให้เลือก 2 สีคือเงินหรือดำ


Echo Spot เสียงดีมีกล้อง

น้องใหม่ Echo Spot มูลค่า 130 เหรียญ (ราว 4,400 บาท) มาในรูปอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีหน้าจอรูปวงกลมขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งผสมรวม Echo Dot และ Echo Show ไว้ด้วยกัน ทำให้ Spot ช่วยให้ผู้ใช้ทำวิดีโอคอลล์ด้วยลำโพงและกล้องถ่ายรูปในตัว สามารถเชื่อมต่อกับลำโพงโดยใช้สาย 3.5 มม. หรือผ่านบลูทูธ ทำให้มองเหมือนนาฬิกาปลุกวางข้างเตียงราคาไม่ธรรมดา

นอกจากนี้ Echo Spot ยังทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน ทำให้สามารถตรวจสอบปฏิทินงาน ดูวิดีโอ Amazon Prime หรืออ่านบทวิจารณ์ร้านอาหารบนบริการ Yelp ได้ จุดนี้ผู้ใช้สามารถสลัวหน้าจอในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ

ที่สำคัญ Echo Spot มีจุดขายเรื่องคุณภาพเสียงที่ดีกว่า Echo Dot แต่ Spot นั้นมีข้อจำกัดไม่สามารถสตรีมเพลงได้ ทำให้ต้องทำงานร่วมกับ Echo (ราคา 99 เหรียญ) หรือ Echo Show (ราคา 149 เหรียญ) หากต้องการเล่นเพลงในห้อง 

Spot เปิดให้สั่งจองแล้ว และจะวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม

Echo Buttons เล่นเกมกับ Alexa

Echo Buttons ถูกตั้งราคาที่ 20 เหรียญสหรัฐ (ราว 670 บาท) เป็นอุปกรณ์ที่มีปุ่มเดียวพร้อมไฟเรืองแสงที่มา 2 ชิ้นในแพคเดียว อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับเกมสไตล์ครอบครัวที่เล่นกันง่าย ๆ เช่น Simon Says เบื้องมีการยกย่องว่า Echo Buttons เป็นปุ่มที่กดสนุก ซึ่งจะมีเสียง “คลิก” น่าฟังเมื่อกดปุ่มลง แถมยังมีแสงสีสลับสวยงามดี ปุ่ม Echo Buttons ใหม่จะเปิดให้เลือกซื้อในเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้


Echo Connect เชื่อมกับโทรศัพท์บ้าน

Echo Connect มีราคาจำหน่าย 35 เหรียญ (ราว 1,200 บาท) จุดเด่นคือการเปลี่ยน Echo ทุกรุ่นให้เป็นโทรศัพท์บ้าน Echo Connect จะเชื่อมต่อระหว่างสายโทรศัพท์ที่บ้านและอุปกรณ์ Echo ที่มี ทำให้ผู้ใช้สามารถโทรออกหรือรับสายโทรศัพท์ได้โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์บ้าน ถือเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Amazon ในการผลักดันให้ Echo เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่น่าสนใจ

Echo Connect เปิดให้สั่งจองแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดการจัดส่ง


Fire TV ใหม่จิ๋วกว่าเดิม

กล่องรับสัญญาณสตรีมมิง Fire TV ใหม่ของ Amazon มีราคา 69 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,300 บาท) จุดต่างคือขนาดที่เล็กกว่ารุ่นก่อน และความสามารถสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงพิเศษในรูปแบบ 4K และ HDR ผู้ใช้สามารถควบคุม Fire TV ใหม่ด้วยเสียง ผ่านอุปกรณ์ Echo ที่มี จุดนี้ ในวิดีโอสาธิตพบว่าวิดีโอจาก Fire TV ใหม่นั้นคมชัดมากบนทีวีที่รองรับ 4K และ HDR ขณะที่คำสั่งเสียงผ่าน Alexa นั้นทำงานไร้ที่ติ ผู้ใช้สามารถเอ่ย “rewind 20 seconds” เพื่อย้อนวิดีโอกลับไปหรือ “play ‘Grand Tour.'” เพื่อสั่งให้เครื่องเล่นรายการโปรดที่ชอบ ซึ่งนอกนั้นไม่มีอะรแตกต่างจาก Fire TV รุ่นเดิม

Fire TV ใหม่เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว และจะวางจำหน่ายภายในปีนี้ โดย Amazon ส่งโปรโมชันขายพ่วง Fire TV ใหม่และ Echo Dot ในราคา 79 เหรียญสหรัฐ
เป็นไงกันบ้าง กับกองทัพ Alexa ต้องบอกว่าน่าสนใจมาก แต่เสียดาย ปัจจุบันยังไม่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Amazon Alexa

เมื่อการมาของเทคโนโลยี Face ID ทำให้หลายคนกังวล!!!

หลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone X มาพร้อมกับ ระบบปลดล็อค Face ID สุดฮือฮานั้น และยังมีอีกหลายคน ที่เริ่มกังวลกับ เทคโนโลยีนี้ ว่า อาจจะ “ถูกขโมย” อ่อไม่ขโมย มือถือนะครับ แต่เป็น “ขโมย” โครงสร้างหน้าระหว่าง นอนหลับ ก็เป็นโอกาสอันดี ที่เหล่าพ่อค้าหัวใส ในจีน จะคิดค้นสินค้า ต้อนรับเทรนด์ใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งล่าสุด ก็มีพ่อค้าออนไลน์ บนเว็บไซต์ Taobao (เถาเป่า) ได้วางจำหน่าย หน้ากากคลุมใบหน้าป้องกันการ แอบปลดล็อคผ่าน Face ID ระหว่างที่เจ้าของ iPhone X นั้นกำลังหลับ!

สำหรับหน้ากาก คลุมหน้านี้ มีชื่อว่า “Facekini” ซึ่งก็เป็นหน้ากากที่ วางจำหน่ายอยู่แล้วบน Taobao ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 5-30 เหรียญฯ โดยนอกจากหน้ากากที่ ปกปิดทั่วทั้งใบหน้า แล้วยังมีผ้าปิดตา ขนาดใหญ่ ที่นิยมใช้ยามหลับ ระหว่างเดินทาง ที่ถูกนำมาโฆษณา โดยหยิบ เรื่อง “Face ID” มาเป็นจุดขาย เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Craig Federighi หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ของ Apple ก็เพิ่งออกมายืนยันว่า Face ID จะไม่สามารถทำงานได้อยู่แล้วหากหลับตาอยู่นั่นเอง ต่อไปใครถ่ายรูปหน้าตรง ก็ต้องระวังให้ดีอีกหรือเปล่าเนี่ยะ

สรุป เทคโนโลยี มีทั้งคุณและโทษ หากใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะทำให้ชีวิตสะดวกสบาย แต่ก็ยังมีวิธีการล๊อคเครื่องโทรศัพท์อีกหลากหลายวิธี ให้ผู้ใช้อย่างเราได้ ได้เลือกกันตามความเหมาะสม นั่นเอง

อ้างอิง


โฆษณา: 
อุปกรณ์ Smart home ที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงมี สัญญาณอินเตอร์เน็ต คุณก็สามารถใช้งาน และควบคุมการทำงานได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว กับสินค้า PrompTec ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิต และ ทรัพย์สิน ต่างจากระบบรักษาความปลอดภัยทั่วไป ที่ต้อง ให้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วค่อยตามมาดู แต่ด้วยเทคโนโลยี แบบ Cloud Server จาก เยอรมันนี ทำให้เรา สามารถทราบได้ทันที ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และ สามารถเข้าไปแก้ไขสถานการณ์หรือ ระงับเหตุได้ทันที เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ ณ เวลานั้น นั่นเอง

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อ : 02-1010-818 จันทร์-ศุกร์ 8:30 – 17:30 น.

ทีม Google Research ได้พัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถลบลายน้ำ ออกจากรูปถ่ายได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยว่าข่าวนี้อาจทำให้บรรดาช่างภาพอาชีพหรือสมัครเล่นที่ทำพอร์ตถ่ายภาพลงขายงานมีหนาวกันบ้าง เพราะนักวิจัยของ Google Research ได้ทำการพัฒนาอัลกอริทึมที่มีความสามารถในการลบลายน้ำบนภาพถ่ายได้อย่างรวดเร็วและเรียบเนียนหมดจดแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปใช้โปรแกรมแต่งรูปลบลายน้ำออก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยขึ้นในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาในเอกสารหัวข้อ On the Effectiveness of Visible Watermarks 

water1

เราพัฒนาอัลกอริทึมนี้ขึ้นมาเพื่อโชว์ให้เห็นถึงความเปราะบางของการใช้ลายน้ำมาเป็นเครื่องมือป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และผลวิจัยนี้ยังทำให้เราได้มองเห็นแนวทางที่ช่างภาพสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ลายน้ำที่ทำการแก้ไขย้อนกลับได้ยากกว่านี้ในอนาคต’ Tali Dekel และ Michael Rubinstein ตัวแทนทีมวิจัยเปิดเผยผ่านหน้าเว็บบล็อกของ Google Research

หลักการของอัลกอริทึ่มดังกล่าวนั้นเริ่มจากทำการตรวจสอบโครงสร้างจากจำนวนภาพถ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากพบลายน้ำที่เหมือนกัน ตัวภาพและลายน้ำนั้นก็จะถูกประมวลผลแบบที่เรียกว่า noise-signal (โดยลายน้ำจัดอยู่ในกลุ่ม signal ขณะที่ภาพถ่ายถูกจัดอยู่ในกลุ่ม noise) โดยต่อจากนี้ตัวอัลกอริทึ่มจะทำการสร้างลายน้ำแบบหยาบขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็นำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ multi-image matte มาแยกเลเยอร์ของลายน้ำออกจากตัวภาพเดิม ซึ่งระบบการสร้างลายน้ำหยาบ ๆ ขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อทำให้สามารถรู้ขอบเขตในการลบลายน้ำออกไปนั่นเอง

สำหรับในเวลานี้ อัลกอริทึ่มใหม่ของ Google นี้ยังไม่สามารถลบลายน้ำทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งระหว่างการวิจัยนี้ก็ได้มีการทดลองบิดลายน้ำแบบสุ่มไปวางบนรูปภาพในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยจากภาพด้านล่างนั้นจะสังเกตเห็นความแตกต่างที่อัลกอริทึมสามารถลบลายน้ำจากภาพถ่ายทั่วไปได้ (ภาพซ้าย) แต่เมื่อมีการบิดลายน้ำ (ภาพขวา) ตัวระบบยังไม่สามารถลบลายน้ำไปได้ทั้งหมด ซึ่งหากบรรดาช่างภาพเห็นเจ้าอัลกอริทึมนี้แล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการวางลายน้ำบนภาพให้ทำการแก้ไขยากกว่าเดิมกันได้แล้วครับ

water2

 

ที่มา : watermark-cvpr17.github.io

AI กับ 7 แนวทางปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

Artificial Intelligence (AI) หรือที่คนไทยเราแปลกันว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจในทุกๆ วงการและการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคต ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปออกมาให้ทุกท่านได้ศึกษากันว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยบ้าง

 

1. Chatbot สำหรับขายอสังหาริมทรัพย์

facebook-cnn-chatbot1ระบบ Chatbot ที่จะกลายมาเป็นอีกช่องทางให้ผู้ที่สนใจข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ สามารถเข้ามาพูดคุยสอบถามรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย และส่งผู้ที่สนใจเหล่านั้นต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตัวจริงเมื่อจำเป็นนั้นจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่จะมาช่วยเสริมให้การขายอสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลความต้องการและส่งข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจต้องการได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยให้เหล่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงลูกค้าผู้สนใจจำนวนมากได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานมากนัก

แนวโน้มนี้จะไม่ได้ส่งผลกับเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์มือ 1 เท่านั้น แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์มือ 2 เองก็สามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน

 

2. Chatbot และ Robot สำหรับให้บริการผู้อยู่อาศัย

สำหรับโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดต่างๆ เองนั้น Chatbot ก็จะกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่าผู้อยู่อาศัยสามารถโต้ตอบพูดคุยกับนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลต่างๆ, การร้องขอบริการหรือการซ่อมแซม, การร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อีกทั้ง Chatbot เองก็ยังจะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางหมู่บ้านหรือคอนโดนั้นจะนำบริการอื่นๆ มานำเสนอแก่ลูกบ้านได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการการทำความสะอาด, บริการทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และอื่นๆ ซึ่งอาจใช้ทั้งช่องทางการแชท หรือการใช้เสียงพูดคุยกันก็ได้

สำหรับในไทยเองก็เริ่มมีแนวคิดของการนำหุ่นยนต์เตรียมเข้ามาให้บริการผู้อยู่อาศัยกันแล้วด้วยเช่นกัน แต่อันนี้ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะหุ่นยนต์เองก็ถือว่ายังมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ในปัจจุบัน

 

3. Seach Engine เฉพาะทางสำหรับงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ

ไม่ว่าจะเป็นมุมของผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือมุมของผู้ขายและนายหน้าที่ต้องการนำเสนออสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนรายที่เหมาะสม การนำ AI เข้ามาใช้ช่วยในการทำ Search Engine ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำระบบ Recommendation System ที่ช่วยให้เกิดยอดขายได้มากขึ้นอย่างแม่นยำเองก็เป็นอีกแนวโน้มที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

 

4. AI สำหรับตรวจสอบเอกสารทางด้านอสังหาริมทรัพย์

ในกระบวนการด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มักจะมีขั้นตอนของเอกสารและข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์อยู่ด้วย การนำ AI มาเริ่มใช้ในการประมวลผลเอกสารปริมาณมหาศาลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เริ่มทำกันแล้ว เพื่อลดเวลาและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ในขั้นตอนการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้นั่นเอง

 

5. Smart Building ประหยัดพลังงานและดูแลรักษาอาคารได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เป็นแนวคิดแรกๆ ที่มาพร้อมกับการทำ Digital Transformation สมัยแรกๆ เลย เพียงแต่การนำ AI เข้าไปเสริมกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics ภายในอาคารพาณิชย์ทั้งหลายนั้น ก็จะทำให้อาคารแต่ละแห่งที่มีปัจจัยต่างๆ แตกต่างกัน สามารถทำการ Optimize การใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังตอบโจทย์เหล่าผู้เช่าอาคารที่อาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปได้อีกด้วย

6. การทำนายมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะแม่นยำมากยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาที่เกิดขึ้น ผสมกับข้อมูลปัจจัยภายนอกในมุมที่หลากหลายยิ่งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากฝีมือของ AI ทั้งสำหรับการวางแผนสร้างอาคารใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงการเลือกลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจนถึงใหญ่

 

7. ระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารด้วย Image Recognition

การรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร, การยืนยันตัวตนก่อนเข้าพื้นที่, การติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะเริ่มกลายเป็นหน้าที่ของ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำ Image Recognition วิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด

ที่มา: adpt.news

หลับสบายไหม? AI บอกได้ – เมื่อนักวิจัยใช้ Deep Learning วิเคราะห์การนอนหลับจากคลื่นวิทยุ

การศึกษาการนอนหลับนั้นยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักวิจัยให้ความสนใจเนื่องจากตามวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้น เรายังไม่มีความเข้าใจการนอนหลับที่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งประชากรจำนวนมากยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเป็นประจำ การใช้เครื่องดูแลสถานะการนอนนั้นก็ดูจะไม่เป็นผลดีนักเมื่อมันทำให้อาการนอนหลับผิดปกติย่ำแย่ลงไปอีก นักวิจัยจาก MIT จึงหันมาใช้วิธีใหม่ที่ใช้พลังจาก deep learning ในการศึกษาการนอนหลับ

ทีมนักวิจัยจากสถาบัน MIT ซึ่งนำโดย Dina Katabi และ Erna Viterbi ได้ทำงานร่วมกับหัวหน้าแผนกโรคเกี่ยวกับการนอนหลับโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital พัฒนาระบบตรวจสถานะการนอนหลับโดยการวิเคราะห์คลื่นวิทยุด้วย deep neural network ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบเดิมที่ใช้คลื่นวิทยุตรวจในการวัดคลื่นหัวใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ทีมเคยพัฒนามาก่อนหน้านี้

อุปกรณ์หลักที่เป็นใจความสำคัญของระบบที่ว่านี้คือกล่องปล่อยสัญญาณคลื่นวิทยุพลังงานต่ำขนาดประมาณคอมพิวเตอร์แลปท็อป เมื่อคลื่นวิทยุถูกสะท้อนออกมาหลังการกระทบกับร่างกายของมนุษย์ ระบบจะทำการเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัญญาณคลื่น เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป

ในการวิเคราะห์นั้น เนื่องจากข้อมูลคลื่นสัญญาณที่ได้รับออกมามักประกอบไปด้วยข้อมูลอันไม่จำเป็นจำนวนมาก ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาอัลกอริทึมด้วย deep neural network ที่ทำหน้าที่กำจัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้นักวิจัยสามารถนำข้อมูลที่เหลือที่มีประโยชน์ไปวิเคราะห์ได้

ระบบตรวจสถานะการนอนหลับนี้สามารถทำงานโดยไม่ต้องมีการตั้งค่าเบื้องต้นกับสถานที่หรือตัวบุคคลที่เปลี่ยนไป และสามารถระบุได้ว่าผู้ที่ถูกวิเคราะห์กำลังอยู่ในสถานะใดของการนอนหลับ คือ อยู่ในช่วง light sleep, หลับลึก, หรือ REM (Rapid Eye Movement) โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 80 ซึ่งเทียบเท่ากับการวัดค่าการนอนหลับด้วยวิธี EEG (electroencephalography) จึงนับว่าเป็นพัฒนาการจากระบบวัดสถานะการนอนหลับด้วยคลื่นวิทยุเดิมที่มีความแม่นยำเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น

สำหรับในอนาคต ทีมวิจัยมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบที่สามารถวัดค่าต่างๆของร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ หรือสวมใส่อะไรเพิ่มเติม

 

PrompTec Smart WiFi Sound sensor

PT08-01

PT08-07

ติดตามข่าวสาร #IoT #Smarthome ได้ที่ Facebook : ConnextConcept