What is a SMARTCITY

สมาร์ตซิตี (smart city) หรือ เมืองอัจฉริยะ เป็นรูปแบบการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิตัล หรือข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารในการเพิ่มประสิทธิและคุณภาพของบริการชุมชน เพื่อช่วยในการลดต้นทุน และลดการบริโภคของประชากร โดยยังคงเพิ่มประสิทธิภาพให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้ในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การพัฒนาสมาร์ตซิตีมีการพัฒนาในหลายภาคส่วนรวมถึง หน่วยงานราชการ การจราจรและขนส่ง พลังงาน สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการจัดการเมืองและชุมชน และการตอบสนองแบบทันท่วงที หรือ ลองไปชม VDO ข้างล่างนี้กันได้เลย

ทำความรู้จัก AI for Earth – โครงการปัญญาประดิษฐ์เพื่อโลก โดย Microsoft

microsoft-ai-for-earth-1024x509

Microsoft อาจเป็นบริษัทที่ทุกคนรู้จักกันดีจากการขายซอฟต์แวร์และให้บริการทางด้าน IT แต่อีกหนึ่งโฉมหน้าของไมโครซอฟต์นั้นคือการใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม วันนี้เราชวนทุกคนมารู้จักกับ AI for Earth โครงการดีๆจากไมโครซอฟต์ที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์มาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้น

AI for Earth คือโครงการที่รวบรวมความร่วมมือและโปรเจคเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้เทคโนโลยี AI ไว้ โดยมีภารกิจหลัก 3 อย่าง คือ 1) การมอบทรัพยากรทางด้านซอฟต์แวร์และ cloud ให้กับโปรเจคและงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมไที่สมัครเข้าร่วมโครงการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 2) จัดการศึกษาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้องค์กรนำไปประยุกต์ใช้ และ 3) การสร้างนวัตกรรมผ่านการทำโปรเจค ตีพิมพ์งานวิจัย และร่วมมือกับองค์กรอื่นๆริแริ่มและพัฒนาโซลูชั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม

แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า”เพื่อสิ่งแวดล้อม”นั้นเป็นหัวข้อที่กว้างอย่างเหลือเชื่อ AI for Earth จึงได้มีการกำหนดขอบเขตของความท้าทายที่โครงการอยากจะมุ่งมั่นแก้ไขก่อน 4 หัวข้อ ได้แก่ เกษตรกรรม น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่มีการคาดการณ์ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดวิกฤตในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ปัจจุบัน AI for Earth นั้นมีโปรเจคอยู่ในโครงการแล้ว 3 โปรเจคด้วยกัน คือ

  • Land Cover Mapping – ไมโครซอฟต์ทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Chesapeake Conservancy สร้างระบบฐานข้อมูลของพื้นที่รอบสันปันน้ำ Chesapeake และบริเวณใกล้เคียง พร้อมใช้เทคนิค machine learning เพื่อช่วยให้การอนุรักษ์พื้นที่รอบๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความแม่นยำมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายน้อยลง
  • Project Premonition – ร้อยละ 75 ของโรคระบาดนั้นเริ่มต้นที่สัตว์ แต่การเก็บข้อมูลจากสัตว์อย่างต่อเนื่องนั้นทั้งยุ่งยากและเสียเวลา Project Premonition ใช้ประโยชน์จากยุงในการเก็บข้อมูลเชื้อโรคที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ด้วยการพัฒนาโซลูชั่นที่ทำให้โดรนสามารถตรวจจับยุงในพื้นที่ต่างๆเพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อโรคได้
  • FarmBeats – โปรเจค FarmBeats ใช้เทคโนโลยีทั้ง IoT, cloud และ machine learning ในการสร้างระบบเกษตรกรรมแบบ data-driven ที่ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตมากขึ้นโดยมีค่าใช้จ่ายลดลง และลดผลเสียของการเกษตรกรรมไปพร้อมๆกันด้วย

สำหรับนักวิจัยท่านใดที่สนใจเข้าใช้ทรัพยากร cloud computing และ Esri GIS จากไมโครซอฟต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

จิบเบียร์นุ่มๆ ด้วยก็อกเบียร์อัจฉริยะ

เมื่อ loT (อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง) เปิดประตูเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีก นั่นถือว่าเป็นการกรุยทางให้สตาร์ทอัพจำนวนมากได้พัฒนาโซลูชั่นที่มีลักษณะเฉพาะ และช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตพร้อมมีส่วนร่วมไปกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นด้วย
             การใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ผ่านการเซ็นเซอร์ที่หลากหลาย รวมถึงมีระบบวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้มา ทำให้โซลูชั่นนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจค้าปลีกให้เหนือขึ้นไปอีกระดับ
            และนอกจากจะมีโซลูชั่นที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่เราได้พบมากไปกว่านั้นก็คือ Taptronics ซึ่งโซลูชั่นนี้เป็นการออกแบบก็อกเบียร์อัจฉริยะแบบพลั๊กแอนด์เพลย์รายแรกของโลกที่พัฒนาโดยบริษัท Pubinno ซึ่งตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก
            Taptronics เป็นก็อกเบียร์สดที่มีความอัจฉริยะเพราะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้บริการเสิร์ฟเบียร์ได้ในปริมาณที่พอเหมาะพอเจาะ และลงตัวสำหรับทุกๆ ไพน์ ได้ด้วยเพียงสัมผัสเดียว อีกทั้งยังทำให้ร้านอาหาร และบาร์ ลดการสูญเสีย และถูกฉ้อโกงได้ ถึง 20% เลยทีเดียว

 BeerApp2.jpg

            เว็บไซต์ของ Pubinno ระบุว่า “อัลกอริธึ่มส์สมาร์ทโฟลว์ของ Taptronics จะใช้เซ็นเซอร์ ที่มีพารามิเตอร์ถึง 10 ตัว และโรบอตที่ได้รับสิทธิบัตรมาการันตีว่าคุณจะได้รับประสบการณ์การดื่มอันยอดเยี่ยม ด้วยปริมาณที่แม่นยำ”
             “ด้วยก็อกเบียร์สุดอัจฉริยะอย่าง Taptronics ลูกค้าจะได้ละเลียดกับการจิบเบียร์ที่สมบูรณ์แบบ ผู้จัดการบาร์ก็สามารถเพิ่มรายรับได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนแบรนด์ก็สามารถรับทราบยอดขายแบบเรียลไทม์ รวมถึงปริมาณที่คงเหลืออยู่ และข้อมูลคุณภาพของเบียร์ด้วย พร้อมมั่นใจกับมาตรฐานที่มีคุณภาพได้ในทุกช่องทางขาย เราขอต้อนรับคุณเข้าสู่อนาคตอันสดใสของธุรกิจเบียร์สดกัน”
            แคน อัลกุล (Can Algul) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pubinno กล่าวกับ asmag.com ว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้บาร์เบียร์ต่างๆ ปรับปรุงธุรกิจได้ก็คือ “ร้านบาร์เหล่านั้นจะสามารถติดตามยอดขาย สินค้าคงคลัง และมาตรวัดคุณภาพได้ในแบบเรียลไทม์ แถมยังทำให้เจ้าของบาร์สามารถปั่นกำไรได้สูงสุดถึง 20% สามารถเชื่อมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกรายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมประเภทนี้ รวมถึงแบรนด์เบียร์ต่างๆ ยังสามารถติดตามการปฏิบัติการ และรับทราบได้ว่าเบียร์ของพวกเขาจะได้รับการเสิร์ฟอย่างสมบูรณ์แบบตามปริมาณที่ลงตัวเป๊ะ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาให้กับการทำงานของบาร์เทนเดอร์ด้วย”

10 อาชีพที่ AI และ Chatbot เริ่มมาทดแทน

ใน Venture Beat มีคนรวบรวมเหล่าธุรกิจที่พัฒนา Artificial Intelligence (AI) และ Chatbot มาแทนอาชีพต่างๆ กันถึง 10 อาชีพแล้ว ทางทีมงาน Connext News เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอมาสรุปให้อ่านกันดังนี้

  1. Web Designer / Web Developer: The Grid (https://thegrid.io/) AI สำหรับวิเคราะห์ทั้งเนื้อหา, รูปภาพ, การเลือกใช้สีในการออกแบบเว็บไซต์แบบอัตโนมัติ

  2. นักการตลาดออนไลน์: Persado (http://persado.com/) AI ที่จะช่วยปรับปรุงการทำ Online Campaign และสร้าง Personalized Message ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการสื่อสาร

  3. ผู้ดูแลออฟฟิศ: Betty (http://www.telegraph.co.uk/science/2016/06/14/meet-betty-of-milton-keynes-britains-first-robotic-office-manage/) AI สำหรับตรวจตราและดูแลรักษาออฟฟิศ ทั้งคอยจัดการปิดประตูเมื่อไม่มีคนเข้าออก, ตรวจสอบการใช้พลังงานของออฟฟิศในยามค่ำคืน, ค้นหาสิ่งแปลกปลอมในที่ทำงานและถ่ายภาพส่งยามหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

  4. นักบัญชี: Smacc (https://www.techtalkthai.com/smacc-ai-for-accounting/) AI สำหรับทำบัญชี โดยอ่านเอกสารใบเสร็จต่างๆ ไปกรอกลงฟอร์มบัญชีของแต่ละองค์กรได้

  5. HR องค์กร: FlatPi (https://flatpi.com) AI สำหรับทำหน้าที่เป็น Headhunter ช่วยคัดกรองผู้สมัครและจัดลำดับผู้สมัครให้อัตโนมัติ และยังมี Chatbot ชื่อ Mya คอยทำหน้าที่รับสมัครและอัปเดตผลการรับสมัครแก่ผู้สมัครงาน

  6. นักข่าว: Wordsmith (https://automatedinsights.com/products/) AI ที่สามารถอ่านเอกสารต่างๆ มาสรุปเป็นเนื้อหาข่าวได้ และเริ่มมีสื่อใหญ่ใช้งานจริงแล้ว

  7. บรรณาธิการ: Bold (https://bold.bold.io/post/make-your-words-stand-out-udvqaw) AI สำหรับตรวจทานเนื้อหางานเขียนต่างๆ ให้ใช้คำได้ถูกต้องและดึงดูดมากยิ่งขึ้น

  8. นักกฎหมาย: Ross (http://www.rossintelligence.com/) AI นักกฎหมายที่ช่วยให้ข้อมูลความรู้ด้านกฎหมายต่างๆ พร้อมติดตามและสรุปเรื่องราวคดีต่างๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจได้

  9. แพทย์: Babylon (http://www.telegraph.co.uk/technology/news/12098412/Robot-doctor-app-raises-25m-to-predict-future-of-your-health.html) AI สำหรับซักประวัติและช่วยวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วย พร้อมติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยในภายภาคหน้า และเริ่มมีการทดสอบใช้จริงแล้ว

  10. จิตแพทย์: Ellie (http://futurism.com/uscs-new-ai-ellie-has-more-success-than-actual-therapists/) AI ที่สามารถทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้ โดยใช้วิธีการหลากหลาย เช่น ใช้ Sensor ตรวจจับความผิดปกติในการเคลื่อนไหวร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องเริ่มปรับตัวและหาโอกาสในการนำ AI มาทดแทนการทำงานบางอย่างเพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่มนุษย์เองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้นำ AI มาใช้ประโยชน์ในชีวิตและการทำงานมากขึ้นไปด้วยพร้อมๆ กัน

ที่มา: http://venturebeat.com/2016/07/23/10-jobs-that-a-i-and-chatbots-will-replace-sooner-or-later/ 

Wireless กับ Wi-Fi คืออะไร

               Wi-Fi หรือ Wireless หมายถึง เครือข่ายไร้สาย มักใช้กับระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบเครือข่ายไร้สาย ( Wireless LAN : WLAN ) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวกขึ้น ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทยุ (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้

การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายมีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ และขอบเขตของสัญญาณคลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตรในพื้นที่โล่งและประมาณ 30 เมตรในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น
การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณเรียกว่า “การ์ดแลนไร้สาย” หรือชนิดใหม่จะทำมาเป็นชนิด USB เรียกว่า Wireless USB ( รูปร่างเหมือน ThumDrive ) เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ

สรุปก็คือ การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน ( LAN ) ที่ใช้สายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างใด โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่ายได้เช่นกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายช่วยให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้น ประหยัดค่าสายสัญญาณและใช้งานได้ทุกที่ ที่มีสัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง

Wi-Fi คืออะไร
Wi-Fi ( ย่อมาจาก wireless fidelity ) ก็คือองค์กรหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบ Network แบบไร้สายภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้มาตราฐาน IEEE 802.11 ว่าอุปกรณ์ทุกตัวซึ่งต่างยี่ห้อกันนั้นมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา หากว่าอุปกรณ์ตัวนั้นผ่านตามมาตราฐานเขาก็จะปั๊ม ตรา Wi-Fi certified ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่มีตรา Wi-Fi certified นี้ได้เช่นกัน แต่ทำไปทำมามันกลายเป็นคำศัพท์สำหรับอุปกรณ์ Lan ไร้สายไปโดยปริยาย จนบางคนก็เรียกกันจนติดปาก

Wireless คืออะไร
               Wireless คือลักษณะของการใช้งานอุปกรณ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคม แปลตรงตัวว่าไร้สาย ฉะนั้นอุปกรณ์อะไรก็ตามที่ติดต่อสื่อสารกันโดยไม่ใช้สายสัญญาณถือว่าอุปกรณ์นั้นเป็น Wireless เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเรียกอะไรก็เหมือนๆ กันครับไม่ผิด Wireless ก็ถูกครับ Wi-Fi ก็ถูกครับ

ลักษณะการเชื่อมต่อของอุปกรณ์
               Wi-Fi ได้กำหนดลักษณะการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ภายในเครือข่าย WLAN ไว้ 2 ลักษณะคือโหมด Infrastructure และโหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer

โหมด Infrastructure
               โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ในเครือข่าย Wi-Fi จะเชื่อมต่อกันในลักษณะของโหมด Infrastructure ซึ่งเป็นโหมดที่อนุญาตให้อุปกรณ์ภายใน WLAN สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นได้ ในโหมด Infrastructure นี้จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ประเภทได้แก่ สถานีผู้ใช้ ( Client Station ) ซึ่งก็คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ( Desktop, Laptop, หรือ PDA ต่างๆ ) ที่มีอุปกรณ์ Client Adapter เพื่อใช้รับส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi และสถานีแม่ข่าย ( Access Point ) ซึ่งทำหน้าที่ต่อเชื่อมสถานีผู้ใช้เข้ากับเครือข่ายอื่น ( ซึ่งโดยปกติจะเป็นเครือข่าย IEEE 802.3 Ethernet LAN ) การทำงานในโหมด Infrastructure มีพื้นฐานมาจากระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กล่าวคือสถานีผู้ใช้จะสามารถรับส่งข้อมูลโดยตรงกับสถานีแม่ข่ายที่ให้บริการ แก่สถานีผู้ใช้นั้นอยู่เท่านั้น ส่วนสถานีแม่ข่ายจะทำหน้าที่ส่งต่อ ( forward ) ข้อมูลที่ได้รับจากสถานีผู้ใช้ไปยังจุดหมายปลายทางหรือส่งต่อข้อมูลที่ได้ รับจากเครือข่ายอื่นมายังสถานีผู้ใช้

โหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer
               เครือข่าย Wi-Fi ในโหมด Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer เป็นเครือข่ายที่ปิดคือไม่มีสถานีแม่ข่ายและไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น บริเวณของเครือข่าย Wi-Fi ในโหมด Ad-Hoc จะถูกเรียกว่า Independent Basic Service Set ( IBSS ) ซึ่งสถานีผู้ใช้หนึ่งสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกับสถานีผู้ใช้อื่นๆในเขต IBSS เดียวกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถานีแม่ข่าย แต่สถานีผู้ใช้จะไม่สามารถรับส่งข้อมูลกับเครือข่ายอื่นๆได้

พรบ. กสทช. ใหม่ ประกาศใช้แล้ว ยุบเหลือบอร์ดเดียว กระทรวงดีอี มีอำนาจตัดสินใจชี้ขาด

พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ (พรบ. กสทช ฉบับใหม่) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างกรรมการ กสทช.เพราะ จากเดิม มี 2 บอร์ด ทั้ง กสท. และ กทค. ต้องยุบเหลือเพียงบอร์ดเดียวทันที และมีจำนวน 7 คน และ พรบ.กสทช.นี้ ส่งผลให้ กระทรวงดิจิทัล และ กรรมการกระทรวงดิจิทัล ( มีนายก ประยุทธ์ เป็น ประธาน) เป็นฝ่ายตัดสินใจเด็ดขาด  จากเดิมที่ตัดสินใจโดย กสทช. เอง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. (แฟ้มภาพ)
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. (แฟ้มภาพ)

ล่าสุด นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เผยว่า มติที่ประชุม กสทช. ประกาศแต่งตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองงาน ของ กสทช.    แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ กับ ด้านโทรคมนาคม เพิ่มเติม เพื่อดูแลคล้าย กสท. และ กทค เดิม โดย อนุกรรมการทั้ง 2 ฝ่าย ต้องยื่นนำเสนอต่อบอร์ดที่ประชุม กสทช.
และเรื่องงบประมาณต่างๆของ กสทช. ทั้งหมด ต้องรายงานไปถึงกระทรวงดีอี ให้รับทราบก่อนนำมาหารือกันในที่ประชุมบอร์ด กสทช. อีกครั้งหนึ่ง จากเดิมที่ กสทช. ดำเนินการเรื่องงบประมาณได้ทันที
ทั้งนี้กรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบัน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติม และทำงานอยู่จนครบวาระ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2560

nbtc-laws-2560-c

ข้อมูลจาก เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

5 เทคโนโลยี ที่จะเปลี่ยนโลกของการขนส่งสู่ยุค IoT4.0

จากการใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ในการผลิตสินค้าในโรงงานและการควบคุมโกดังสินค้า ไปจนถึงการใช้ยานพาหนะไร้คนขับและโดรนในการขนส่ง จึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บวกเข้ากับความเป็นไปได้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Blockchain จึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตจะดำเนินการได้ด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ และสามารถควบคุมจากระยะไกลได้แบบ realtime

การทำธุรกรรมที่เชื่อถือได้ในระบบ Blockchain ทำให้เกิดการปฏิวัติกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามในอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ และการมีอุปกรณ์ที่สวมใส่, หุ่นยนต์ และ Machine learning ที่ช่วยเร่งให้กระบวนการสามารถปฏิบัติตามคำสั่งซื้อได้เร็วขึ้น นอกจากนี้แพลตฟอร์ม IoT สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อกับร้านค้าปลีกกับผู้จัดส่งสินค้าและผู้ขนส่งได้ด้วยคลิกเดียว

​ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตจะดำเนินการได้ด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ จัดการง่ายขึ้น รวดเร็วและคล่องตัวขึ้น การพัฒนานี้ได้ถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมในอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้า จากการวิเคราะห์ของ Frost & Sullivan ถึงอนาคตของโลจิสติกส์ 5 อันดับแรกที่จะเกิดในอุตสาหกรรม โดยการศึกษานี้พิจารณาใน 3 มุมมองสำหรับอุตสาหกรรมคือ เทคโนโลยี, ธุรกิจ และการตลาด ซึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ลอจิสติกส์ภายในปี 2030 ดังนี้

เทคโนโลยีที่ 1: การดำเนินการได้เองแบบอัตโนมัติจะเพิ่มประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดด

​โดรนเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากตั้งแต่ Amazon ประกาศว่าจะใช้โดรนในการส่งสินค้า นอกจากเรื่องโดรนที่เป็นแนวโน้มที่จะเกิดในอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการขนส่งด้วยยานพาหนะรูปแบบอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นและดำเนินการด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนมีการทดลองใช้โดรน ซึ่งที่จริงแล้วยานพาหนะแรกที่มีการทดลองใช้ให้มีการดำเนินการด้วยตัวเองคือ “รถยก” เนื่องจากการใช้คนขนย้ายทำให้ได้งานช้า ดังนั้นรถยกแบบใหม่ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้แบบอัตโนมัติ” ไม่เพียงแต่จะมาแก้ปัญหานี้เท่านั้น แต่ยังมีความสามารถประมวลผลข้อมูลการรับและจัดส่งสินค้าซึ่งเร็วกว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า

มีความเป็นไปได้ที่ยานพาหนะสำหรับขนส่งจะสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ รถบรรทุกไร้คนขับและรถบรรทุกแบบขับเคลื่อนได้เองจะมีการใช้งานจริงในปี 2030 สำหรับรถบรรทุกกึ่งอัตโนมัติจะมีอัตราการใช้ 5% ภายในปี 2030 โดย Rolls Royce ได้ประกาศแผนการที่จะเปิดตัวเรือบรรทุกสินค้าที่ดำเนินการได้ด้วยตัวเอง (หรือที่ The Economist เรียกว่า “Ghost Ships”) ภายในปี 2030 เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีที่ดำเนินการได้ด้วยตัวเอง คือการมาแทนที่หรือมาช่วยการทำงานของมนุษย์ในการจัดการต่างๆ และยังจะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ เช่น การใช้รถบรรทุกไร้คนขับสามารถช่วยประหยัดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงได้มากถึงร้อยละ 20

ในขณะที่เชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งยังคงเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมมากที่สุด ด้วยการมีเทคโนโลยีที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ทำให้มีปัจจัยใหม่ๆ ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานคือ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และอาจจะเป็น “ข้อมูลที่ดี (Good Data)” ด้วย

เทคโนโลยีที่ 2: ข้อมูลจะมาแทนที่เชื้อเพลิงและจะมีอิทธิพลมากที่สุด

เมื่อมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากคุณค่าของข้อมูล เช่น Amazon ต้องการจัดส่งสินค้าของคุณแม้แต่ก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณต้องการสินค้านั้น ดังนั้นรูปแบบปัจจุบันคือ เมื่อ Amazon ได้รับคำสั่งซื้อและส่งสินค้าผ่านทาง UPS โดยได้พยายามอย่างหนักเพื่อแข่งขันกับร้านค้าปลีกเพื่อส่งมอบสินค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจของลูกค้าในทันที ด้วยความพยายามทั้งหมดทั้งการใช้โดรนและหุ่นยนต์ได้มีการนำมาใช้เพื่อลดเวลาในการจัดส่งและทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าทันทีที่ต้องการ เมื่อปีที่ผ่านมา Amazon กล่าวว่า มีการใช้โดรนในการจัดส่งพัสดุขนาดเล็กโดยตรงจากคลังสินค้าไปยังที่อยู่ของลูกค้าแล้ว

Amazon มีสิทธิบัตรเกี่ยวกับ “การขนส่งที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้” ประกอบกับยานพาหนะยุคใหม่สามารถทำให้สามารถจัดส่งได้ทันที ซึ่งความเป็นไปได้ที่โลจิสติกส์จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ “ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งจะมีความสำคัญมากกว่าความสามารถที่แท้จริงในการขนส่งสินค้าเสียอีกในอนาคตอันใกล้

เทคโนโลยีที่ 3: เทคโนโลยีทำให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางที่น้อยลง

กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางหรือจะมีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางน้อยลง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหม่ที่ไม่มีสินทรัพย์ (คือไม่มียานพาหนะหรือโกดังสินค้า) แต่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์ได้โดยการรวบรวม “ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์” ตัวอย่างเช่น Shyp และ Zipments เป็นบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เช่น เสนอราคาค่าขนส่งหรือความจุของรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสินค้า แต่พวกเขาไม่มีสินทรัพย์ของตัวเอง ดังนั้น ความสามารถในการให้บริการจึงแข่งขันโดยลดต้นทุนโดยเฉลี่ยได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสินทรัพย์หรือการจัดการเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง

สัญญาณดังกล่าว เป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตของโลจิสติกส์ที่น่าสนใจที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และผู้จัดจำหน่ายทั่วไปในตลาดจะมีวิวัฒนาการไปสู่แนวทางที่ให้คำปรึกษามากขึ้น และกลายเป็นเหมือนผู้จัดการโครงการมากกว่าที่จะเป็นผู้ขนส่งสินค้าที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่รูปแบบใหม่ ๆ เช่นนายหน้าออนไลน์ (E-Brokerage) เป็นต้น

เทคโนโลยีที่ 4: แพลตฟอร์มนายหน้าออนไลน์ (E-Brokerage) (เช่น รูปแบบ Uber)

การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อจะนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ สำหรับบริษัทขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ความแพร่หลายของระบบดิจิทัลในรถบรรทุกจะทำให้นายหน้าขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิมปรับรูปแบบธุรกิจของตนไปสู่โซลูชั่นประเภทนายหน้าขนส่งสินค้าบนมือถือแทน แอพลิเคชันบนมือถือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนายหน้าขนส่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนรูปแบบของการขนส่งโดยรถบรรทุก (uberization of trucking)” ซึ่งในอนาคตนายหน้าขนส่งสินค้าบนมือถือ คาดว่าจะสามารถพัฒนาซอฟท์แวร์ได้เองโดยมีความร่วมมือกับนายหน้าขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม

ลองนึกว่าถ้ามีแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ถูกใช้เพื่อจัดคนขับรถรถบรรทุกให้ตรงกับความต้องการของผู้ขนส่งทั้งอัตราจ้าง ระยะทางและตารางขนส่งได้ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้โดยอัตโนมัติในหลายขั้นตอนเกี่ยวกับสถานะการจัดส่งสินค้า การค้นหาสินค้า และการจ่ายเงินคนขับรถ นอกเหนือจากการให้ข้อมูลแบบ realtime ที่สำคัญเกี่ยวกับการส่งมอบที่ถูกต้องแม่นยำ ตั้งแต่การรับสินค้าไปจนถึงการจัดส่งสินค้า

จากการสูญเสียรายได้มหาศาล เนื่องจากการวิ่งรถโดยไม่มีสินค้าอยู่บนรถ และปัญหาบรรทุกเกินความจุ ทำให้ธุรกิจต้องมีการลดต้นทุนด้านปฏิบัติการโดยปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง โดยอนาคตทุกอย่างจะมุ่งสู่บริการออนไลน์ บริษัทนายหน้าขนส่งสินค้าแบบเดิม ๆ จะหายไป

​เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมที่มีอายุ 150 ปีที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งการเกิดขึ้นของผู้เล่นหน้าใหม่นี้จะทำให้เกิดความซับซ้อนในเรื่องข้อกำหนดและกฎหมายใหม่มากขึ้น โดยอุตสาหกรรมนี้จะมุ่งสู่แนวทางในการลดการใช้กระดาษ เช่น การใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นเครื่องมือสำหรับขับเคลื่อนกระบวนการอัตโนมัติที่มีความโปร่งใสได้อย่างรวดเร็วแบบ realtime

เทคโนโลยีที่ 5: การทำธุรกรรมอัจฉริยะด้วย Blockchain

​เมื่ออินเตอร์เน็ตทำให้เกิดวิวัฒนาการไปสู่แอพพลิเคชันบนเว็บ, คลาวด์โซลูชั่น, SAAS, Blockchainแบบ peer-to-peer ที่มีศักยภาพในการสร้างช่องทางนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและนำไปใช้งานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain อาจกลายเป็นระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่รวมการเชื่อมต่อแบบ B2B เข้ากับแอพพลิเคชั่นด้วย

อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคลังสินค้าที่รับผิดชอบเรื่องการไหลเวียนของสินค้า อาจมีบางครั้งที่ซัพพลายเออร์ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ครบถ้วนหรือทันเวลา ทำให้เกิดปัญหาและจะต้องไล่เบี้ยหาผู้รับผิดชอบ ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain จะลดการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เพราะจะช่วยให้คุณสามารถเจรจาต่อรองอย่างชาญฉลาดกับซัพพลายเออร์ได้ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขและรูปแบบการทำงานระหว่างทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ยังสามารถควบคุมข้อมูลทั้งหมดเพื่อสร้างข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะสินค้า และเวลาในการจัดส่งอย่างสมบูรณ์

มีการคาดการณ์ว่าจะมีใช้ Blockchain มากขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่องมือการจัดการซัพพลายเออร์อื่นๆ เนื่องจากคาดว่าจะสามารถติดตามรายละเอียดได้อย่างถูกต้องตั้งแต่การเริ่มมีคำสั่งซื้อจนถึงการจัดส่ง ทำให้สามารถมองเห็นภาพห่วงโซ่อุปทานได้ทั้งหมดและยังทำให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงทีได้ทุกที่ทุกเวลา

ด้วยความก้าวหน้าของ Blockchain ที่ขยายการใช้งานไปสู่ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตนั้น อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเรื่องความเป็นไปได้ที่ห่วงโซ่อุปทานจะโปร่งใสขึ้นและมีกระบวนการชำระเงินที่มีนวัตกรรมที่คาดว่าจะสร้างแรงจูงใจในรูปแบบใหม่ๆ เช่นระบบนายหน้าขนส่งผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ในอนาคต ห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินการได้เองแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ดังนี้
• ช่องว่างระหว่างการสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าจะต้องน้อยลง โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที การจัดส่งในวันเดียวจะกลายเป็นการจัดส่งในไม่กี่ชั่วโมง
Blockchain จะช่วยให้สามารถชำระเงินได้ทั้งหมดทั้งกระบวนการ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ anywhere anytime
• ร้อยละ 50 ของยานพาหนะทั้งหมดจะมีระดับของการดำเนินการได้เองที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติการได้เองทั้งหมดและกึ่งปฏิบัติการได้เอง
• ปริมาณการขนส่งในคลังสินค้าลดลงร้อยละ 50 และขนาดของคลังสินค้าลดลงร้อยละ 30 โดยมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น

ถ้าการคาดการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ก็หมายความว่าในอนาคตจะเป็นยุคของข้อมูลที่เราจะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาลดความไม่แน่นอนต่างๆ และลดต้นทุนได้อย่างมาก ซึ่งบริษัทที่ปรับตัวสู่ digital transformation ได้สำเร็จและทันการณ์ ก็จะได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ส่วนบริษัทที่ปรับตัวไม่ทัน ก็อาจจะต้องหลุดออกจากเกมการแข่งขันในที่สุด

Reference : www.forbes.com