Review: Smart Home ง่ายๆเริ่มต้นได้ไม่แพงที่บ้านของคุณกับอุปกรณ์จาก Promptec! จาก Techxcite

ในปัจจุบันนี้หากไม่นับอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์แล้ว อีกหนึ่งประเภทอุปกรณ์สุดไฮเทคที่เราน่าจะเริ่มเห็นเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราท่านทั้งหลายกันอย่างเพิ่มขึ้นไม่เว้นวันก็คือผลิตภัณฑ์ประเภท Smart Home ซึ่งก็ต้องขอบคุณกระแสความสนใจของเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ของคนยุคนี้ที่ทำให้เราได้เห็นอุปกรณ์ต่างๆสามารถสื่อสารเชื่อมโยงการทำงานกันได้อย่างน่าฉงน ช่วยให้เราประหยัดทั้งแรงและเวลาลงไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

แน่นอนว่าข้อจำกัดในปัจจุบันของการเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็น Smart Home อย่างเป็นรูปธรรมนั้นก็คงจะอยู่ที่เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งซึ่งถ้าเป็นบุคคลทั่วไปอย่างเราท่านก็อาจจะรู้สึกว่าความสะดวกที่ว่ามาพร้อมกับความไม่สะดวกอย่างที่คิดสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามสำหรับวันนี้ต้องบอกว่าผมมีอุปกรณ์ทางเลือกใหม่จากบริษัท คอนเน็กซ์ คอนเซ็ปท์ จำกัด ที่จะมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวของทุกท่านที่อยากจะมีบ้านเป็น Smart Home ในราคาไม่แพง ติดตั้งก็ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องซื้อหรือติดตั้งกล่องควบคุม Controller หรือ Gateway ที่มีราคาห้าพันบาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่น สินค้าแบรนด์ พร้อมเทค แถมยังสามารถที่จะค่อยๆขยับอัพเกรดกันไปทีละอย่างสองอย่างตามงบประมาณที่มีโดยไม่ต้องลงเงินเป็นก้อนใหญ่ไปเลย

ส่วนความน่าสนใจของอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec จะเป็นอย่างไร ผมได้มีโอกาสทดลองเล่นคร่าวๆเลยอยากจะมาบอกต่อทุกท่านกันในรีวิวด้านล่างนี้เลยครับ!

สำหรับเซ็ตอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ที่ผมได้มาทดลองเล่นนั้นเรียกว่าจัดเต็มจริงๆเพราะมีด้วยกันถึง 8 ประเภท (จริงๆขาดไปแค่หลอดไฟอัจฉริยะซึ่งของยังไม่ได้นำเข้ามา) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกท่านจะต้องซื้อไปทั้งหมดนี่นะครับถึงจะสามารถใช้งานได้ ต้องบอกเลยว่าเราสามารถเริ่มต้นซื้อจากอุปกรณ์หลักๆอย่างเช่นกล้องวงจรปิดหรือปลั๊กไฟอัจฉริยะก่อน แล้วค่อยๆขยับไปซื้ออุปกรณ์อื่นเสริมได้ตามลักษณะของบ้านหรือความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละท่านได้เลย

ซึ่งข้อดีของการที่อุปกรณ์สามารถซื้อแยกกันได้ก็อย่างที่บอกไปครับคือเราสามารถเลือกสร้าง Smart Home ในแบบของเราได้ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว สำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home ก็สามารถทดลองจ่ายเงินซื้อมาใช้งานกันได้โดยไม่ต้องกระเป๋าฉีก แถมซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้เลยทุกอุปกรณ์ แล้วถ้าลองไปใช้แล้วสักพักคิดว่าดีหรือมีความต้องการอื่นๆเพิ่มเติมก็สามารถขยับขยายได้ตามสะดวกต่อไป เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home นั่นละฮะ นอกจากนี้ด้วยความที่อุปกรณ์ไม่ได้ถูกยึดติดหรือฝังมากับตัวบ้านอย่างนี้นั่นหมายความว่าเราสามารถนำอุปกรณ์ของ Promptecออกไปใช้งานในที่อื่นๆได้เช่นโรงแรมหรือออฟฟิศ เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นแค่ Smart Home แต่ที่ไหนๆก็เป็น Smart Place ได้ทั้งนั้น 555+

โดยสินค้าแต่ละตัวก็จะมีราคาเท่ากันที่ 1,990 บาท ยกเว้นกล้องวงจรปิดที่ราคาอาจจะสูงกว่าเพื่อนนิดนึงคือ 2,790 บาท แต่เรื่องของคุณภาพนี่บอกเลยว่ายังไงดีกว่าไปซื้อของไม่มีแบรนด์มาใช้แน่นอน

ว่าแล้วก็มาแนะนำอุปกรณ์แต่ละอย่างกันคร่าวๆก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไรบ้าง…

เริ่มกันจากอุปกรณ์หลักที่คนน่าจะซื้อไปใช้งานกันเป็นตัวแรกๆก่อนกับกล้องวงจรปิด Smart WiFi Camera เชื่อมต่อกับ WiFi แล้วก็สามารถใช้งานได้ทันทีผ่านสมาร์ตโฟน

Smart WiFi Plug/Alarm ตัวนี้นอกจากจะเป็นปลั๊กไฟที่ควบคุมการทำงานผ่าน WiFi ได้แล้ว ยังมี alarm แจ้งเตือนในตัวทำให้สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเซนเซอร์อื่นๆเพื่อแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลต่างๆในบ้านได้

Smart WiFi Door/Window ตัวนี้ก็จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวว่าประตูหรือหน้าต่างของเราถูกเปิดหรือปิดเมื่อไหร่ ซึ่งถ้ามีความเคลื่อนไหวปุ๊บก็จะแจ้งเตือนเข้ามาในสมาร์ตโฟนของเราทันที ตัวนี้สามารถทำงานร่วมกับปลั๊กไวไฟได้อยู่แล้วก็จะช่วยให้ปลั๊กส่งเสียงร้องเมื่อมีการเปิด-ปิดประตูที่กำหนดเอาไว้ ทำให้อย่างน้อยๆโจรหรือขโมยที่แอบเข้ามานั้นต้องรีบหนีไปเพราะเสียงแจ้่งเตือน ในขณะที่คนในบ้านเองก็สามารถเข้ามาดูเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Smart WiFi PIR Motion อันนี้ก็จะตรงๆเข้าใจง่ายๆหน่อยว่าเป็นเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบด้านภายในระยะ 7 เมตรจากกล้องพร้อมรัศมีกว้างถึง 120 องศา และก็เช่นเคยครับมีอะไรเคลื่อนไหวก็แจ้งเตือนผ่านมือถือเช่นกัน

ในเมื่อมีการเคลื่อนไหวแล้วก็ต้องมีเสียงเป็นของคู่กัน Smart WiFi Sound Sensor จะเป็นเซนเซอร์ที่ส่งสัญญาณเมื่อมีเสียงดังเกิดขึ้นซึ่งเราสามารถให้ระบบแจ้งเข้ามาที่สมาร์ตโฟนของเราหรือเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟให้ส่งเสียงร้องได้ อันนี้ไม่ได้เอาไว้แค่สอดส่องให้บ้านของเราปลอดภัยจากการงัดแงะแต่รวมไปถึงการนำไปติดตั้งไว้ในห้องที่มีเด็กอ่อน เผื่อเด็กร้องเสียงดังขึ้นมาพ่อแม่ก็จะได้เข้าไปดูแลกันได้สะดวกๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องอยู่ในห้องกับลูกหลานตลอดเวลานั่นละฮะ นอกจากนี้ตัวเซนเซอร์เองก็มีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีเร่งด่วนอีกด้วย

ไหนๆแล้วจะตรวจจับทั้งทีต้องเอาให้ครบสูตร ว่าแล้วก็ต้องมี Smart WiFi Dual Temp ตัวนี้จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิภายในบ้านซึ่งจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน เพราะบางทีถ้าเราอยู่นอกบ้านแต่อากาศภายนอกเกิดร้อนเกินไปก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหมาแมวที่เลี้ยงไว้เอาได้ แต่ถ้ามีเซนเซอร์ตัวนี้ไปติดตั้งปุ๊บระบบก็จะคอยแจ้งเตือนผ่านสมาร์ตโฟนตลอดว่าอากาศภายในบ้านร้อนหรือหนาวเกินไป แน่นอนว่าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟแล้วก็อาจจะสั่งให้ระบบสามารถเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้เมื่ออุณหภูมิร้อนจนถึงจุดที่กำหนดก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานในกรณีที่ต้องการขอความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนติดมาด้วยครับ

ตัวสุดท้ายอาจจะดูเฉพาะทางไปหน่อยแต่บอกเลยว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย โดยเจ้า Smart WiFi Panic Knob นั้นจะเป็นเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ในห้องน้ำโดยเฉพาะเพราะมีโอกาสที่ผู้สูงอายุจะลื่นล้มได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงผู้ประสบเหตุสามารถดึงสายที่ติดตั้งไว้คู่กันเพื่อให้ตัวเซนเซอร์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อ หรือถ้าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟอยู่แล้วคราวนี้ก็จะมีเสียงแจ้งเตือนดังไปทั้งบ้าน ให้ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงทีครับ

เรียกได้ว่าถ้าใช้งานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ 7-8 อย่างนี้ก็แทบจะยกระดับบ้านของคุณให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆเลยแหละ แต่วันนี้ผมขอมาทดลองใช้งานกันก่อนสักอย่างสองอย่างที่เป็นอุปกรณ์หลักๆก่อนก็แล้วกัน…

เริ่มต้นกันที่กล้องวงจรปิดไวไฟ Smart WiFi Camera กันก่อนแล้วกันเพราะตัวนี้ผมติดใจที่ดีไซน์ของกล้องวงจรปิดที่หน้าตาดูไม่คร่ำครึเลย ดีไซน์ออกจะเก๋เท่ด้วยรูปทรงหยดน้ำดูแปลกตาดีไม่เบา สามารถเอาไปวางเป็นของประดับโตีะภายในบ้านได้อย่างไม่เคอะเขินเลย ส่วนบริเวณฐานที่เราเห็นอยู่นั้นสามารถปรับมุมองศากล้องให้ก้มเงยได้ตามสะดวก โดยอุปกรณ์ที่มาภายในกล่องนั้นก็ไม่เยอะมากครับเพราะมีแค่ของที่จำเป็นอย่างตัวกล้อง, สาย microUSB ยาวพอสมควร, หัวปลั๊กไซส์มาตรฐาน, คู่มืออีกนิดหน่อย รวมไปจนถึงแผ่น QR Code แยกไว้ต่างหากเผื่อจะสแกนเพื่อเชื่อมต่อในภายหลัง (ใต้ฐานอุปกรณ์มีแปะอยู่แล้วหนึ่งอัน)

ทางด้านขวาจะเป็นช่องสำหรับใส่การ์ด microSD เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอได้สูงสุด 64GB

ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นช่องเสียบสาย microUSB สำหรับต่อกับปลั๊กไฟบ้าน โดยด้านหลังที่เราเห็นกันนั้นจะมีปุ่มสำหรับ reset เครื่องอยู่ด้านล่างและแผงที่เห็นใหญ่ๆนั้นคือลำโพงครับ เพราะต้องบอกก่อนว่าเราสามารถสื่อสารกันผ่านกล้อง Smart WiFi Camera ได้อารมณ์ประมาณ walkie-talkie เลยแหละ เสียงก็ดังในระดับหนึ่งครับถ้าเงียบๆหน่อยนะ 555+

และเมื่อขึ้นชื่อว่า Promptec หรือภาษาไทยว่า “พร้อมเทค” แล้วก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าอุปกรณ์ Smart Homeเหล่านี้รวมถึงกล้องวงจรปิดติดไวไฟเองก็สามารถทำงานได้อย่างง่ายดายด้วยการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ตโฟนที่ทุกคนก็คงมีกันอยู่แล้ว โดยการใช้งานก็ง่ายๆครับเพียงเราแกะกล่องเปิดอุปกรณ์ใช้งานขึ้นมา จากนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาแล้วดาวน์โหลดแอพที่จำเป็นผ่านทาง App Store หรือ Play Store ได้เลยเพราะรองรับทั้ง iOS และ Android แน่ๆละ หลังจากนั้นเราสามารถทำตามขั้นตอนที่ระบบในแอพได้บอกไว้ง่ายๆสั้นๆ รับรองว่าไม่เกิน 3 นาทีคุณก็สามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้จาก Promptec ได้แล้วครับ 😉

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

หน้าตาอินเตอร์เฟซของแอพ Promptcam ก็ประมาณนี้ครับ ดูเรียบๆง่ายๆแต่ฟังก์ชั่นการใช้งานน่าสนใจนั้นไม่น้อยเลย เพราะเราสามารถกดบันทึกภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายออกมาจากกล้องวงจรปิดได้ทันทีซึ่งไฟล์ที่ว่าจะถูกบันทึกลงในสมาร์ตโฟนของคุณทันที นอกจากนี้ยังสามารถกดปุ่มเพื่อพูดสนทนากับอีกฝ่ายผ่านกล้องได้ทันที หรือเราจะเป็นฝ่ายเปิดฟังเสียงสดๆที่กล้องถ่ายออกมาให้ชมแบบเรียลไทม์ก็ได้อีกเหมือนกัน บร๊ะ!

ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ได้มีโอกาสลองเล่นคู่กันไปด้วยคือ Smart WiFi Plug/Alarm หรือปลั๊กไฟอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับไวไฟได้ แน่นอนว่าจุดขายหลักก็คือความสามารถในการควบคุมเวลาการเปิด-ปิดได้ง่ายๆผ่านสมาร์ตโฟน แต่ที่เด่นไม่แพ้ใครคือภายในปลั๊กไฟเองก็มีระบบเสียงแจ้งเตือนพร้อมลำโพงซึ่งหากเชื่อมต่อกับเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆของ Promptec แล้วก็จะสามารถส่งเสียงแจ้งเตือนให้คนที่อยู่บ้านรับทราบถึงเหตุไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นและสามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันท่วงที ในขณะที่ฝั่งเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนก็จะได้รับการแจ้งเตือนด้วยเช่นกัน แม้ไม่มีใครอยู่บ้านแต่เราก็สามารถที่จะติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีครับ โดยตัวปลั๊กเองหน้าตาไม่ได้แตกต่างจากปลั๊กไฟปกติมากนักยกเว้นว่าตัวปลั๊กจะมีไฟ LED แจ้งสถานะทำงานติดมาด้วยบริเวณด้านหน้า

ในขณะที่ฝั่งสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟนี้ก็จะสามารถควบคุมการทำงานทุกอย่างได้ผ่านแอพ PrompTec ซึ่งจะเป็นเหมือนกับศูนย์รวมการควบคุมเซนเซอร์และอุปกรณ์เสริมของ Promptec ทุกอย่างไว้ในที่เดียว (มีเพียงแค่กล้องวงจรปิดเท่านั้นที่แยกไปใช้แอพ Promptcam ต่างหาก)

และแน่นอนครับว่าเมื่อเป็นอุปกรณ์ Smart Home ที่เราซื้อมาใช้งานเพื่อรักษาความปลอดภัยในบ้านแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเรื่องของความปลอดภัยด้านข้อมูลเพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะถูกส่งเข้าสู่ Cloud Server ซึ่งถ้าหากเราเกิดไปใช้ของไม่มียี่ห้อขึ้นมานี่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปจัดเก็บไว้ที่ไหนกันแน่ เผลอๆจะเป็นพีซีเครื่องเดียวตั้งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ของมุมโลกก็เป็นได้ 555+ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์จาก Promptec นั้นสามารถวางใจได้เลยครับเพราะพวกเขาเลือกใช้ Cloud Server ที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศเยอรมันเพื่อให้ทุกท่านอุ่นใจไร้กังวลกับการใช้งาน Smart Home ได้อย่างเต็มที่ แถมเป็นการใช้งานได้แบบฟรีๆโดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติมใดๆอีกต่างหาก

ก็ขอมาสรุปกันท้ายบทความตรงนี้เลยแล้วกันครับว่าอุปกรณ์จาก Promptec ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบ้านธรรมดาๆของตัวเองให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆด้วยอุปกรณ์ในราคาไม่แพงมาก โอเคละว่าอาจจะแพงกว่าของจีนไม่มีแบรนด์ที่หลายคนชอบซื้อใช้กันแต่ก็ต้องบอกว่าแลกมาด้วยความปลอดภัยด้านข้อมูลที่จะทำให้คุณสบายใจแถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆอีก ตัวอุปกรณ์หลายๆอย่างเองก็สามารถติดตั้งได้ง่ายแถมการใช้งานแทบจะทุกอย่างยังเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนเพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ก็สามารถไปหาซื้อกันได้ผ่านทางร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของบ้านเรากันได้เลย หรือถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปชมกันต่อได้ที่เว็บไซต์ของ Connext Concept ตามลิงค์ที่เราให้ไว้ตรงนี้ รับรองว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป Smart Home ของทุกคนนอกจากจะ Smart แล้วยังจะ Easy ขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะแน่นอนครับ!

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite 

[ระวังให้ดี] เตือนช่องโหว่ BlueBorne อุปกรณ์บลูทูธกว่า 5,300 ล้านเครื่องตกอยู่ในความเสี่ยง

นักวิจัยจาก Armis บริษัทผู้ให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ IoT ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่รวมทั้งหมด 8 รายบนอุปกรณ์ที่รองรับการใช้บลูทูธกว่า 5,300 ล้านเครื่องทั่วโลก ที่น่ากลัวคือแฮ็คเกอร์สามารถโจมตีอุปกรณ์เหล่านั้นได้โดยที่ไม่ต้องเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านั้น หรือทำการ Pair ใดๆ ช่องโหว่ทั้ง 8 รายการนี้ถูกเรียกรวมกันว่า “BlueBorne”

blueborne_vuln_1.png

BlueBorne ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์บลูทูธทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Android, Apple iOS, Microsoft หรือ Linux ตั้งแต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์ IoT Home Automation ไปจนถึงรถยนต์อัจฉริยะรวมแล้วกว่า 5,300 ล้านเครื่อง

3 ใน 8 ของช่องโหว่ถูกจัดให้มีความรุนแรงระดับ Critical โดย Armis ระบุว่า ช่องโหว่เหล่านี้ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุมหรือรันคำสั่งแปลกปลอมบนอุปกรณ์ได้ทันที รวมไปถึงสามารถโจมตีแบบ Man-in-the-Middle เพื่อดักฟังข้อมูลจากการเชื่อมต่อบลูทูธได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำหลายๆ ช่องโหว่มาใช้งานร่วมกันเพื่อสร้าง Worm สำหรับแพร่กระจายตัวผ่านบลูทูธเพื่อสร้างความเสียแก่ระบบเครือข่ายได้

“ช่องโหว่เหล่านี้เป็นช่องโหว่บนบลูทูธที่ซีเรียสที่สุดที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ช่องโหว่บนบลูทูธที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นช่องโหว่ระดับโปรโตคอล แต่ช่องโหว่ใหม่เหล่านี้เป็นช่องโหว่ในระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งสามารถบายพาสกลไกการพิสูจน์ตัวตน และเข้าควบคุมอุปกรณ์เป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์” — โฆษกจาก Armis กล่าว

รหัส CVE ที่เกี่ยวข้อง

  • Android: CVE-2017-0781, CVE-2017-0782, CVE-2017-0783 และ CVE-2017-0785
  • Linux: CVE-2017-1000251 และ CVE-2017-1000250
  • Windows: CVE-2017-8628
  • Apple: อยู่ระหว่างรอระบุรหัส CVE

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ

  • สมาร์โฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์สวมใส่ที่รันระบบปฏิบัติการ Android ทุกเวอร์ชันได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ 4 รายการตามที่ได้กล่าวไป ยกเว้นอุปกรณ์ที่รัน Bluetooth Low Energy
  • ระบบปฏิบัติการ Windows นั้น ตั้งแต่เวอร์ชัน Vista เป็นต้นไปได้รับผลกระทบ ยกเว้น Windows Phone
  • อุปกรณ์ Linux ทุกรุ่นที่รัน BlueZ จะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่การรั่วไหลของข้อมูล ในขณะที่อุปกรณ์ Linux อื่นๆ ตั้งแต่เวอร์ชัน 3.3-rc1 (ออกเมื่อตุลาคม 2011) จะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ Remote Code Execution
  • iPhone, iPad และ iPod Touch ที่รัน iOS 9.3.5 หรือก่อนหน้านั้น และ Apple TV เวอร์ชัน 7.2.2 หรือก่อนหน้านั้นต่างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม Apple ได้ออกแพทช์อุดช่องโหว่ตั้งแต่ iOS 10 เป็นที่เรียบร้อย

Armis ได้แจ้งช่องโหว่ที่ค้นพบไปยังผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple, Google, Microsoft และ Linux Community ซึ่ง Microsoft ได้ออกแพทช์สำหรับอุดช่องโหว่ดังกล่าวบน Windows Bluetooth Driver ใน Microsoft Patch Tuesday ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งเปิดเผยรายละเอียดใน Patch Tuesday เดือนนี้ ส่วน Google ก็ได้ออกแพทช์อุดช่องโหว่บน Android ใน Security Bulletin ประจำเดือนกันยายนเช่นเดียวกัน สำหรับผู้ผลิตรายอื่นๆ คาดว่าจะออกแพทช์เพื่ออุดช่องโหว่เร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีอุปกรณ์บลูทูธทั่วโลกประมาณ 40% ที่จะไม่ได้อัปแพทช์เนื่องจากเป็นอุปกรณ์เก่าที่ End-of-Life ไปแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทั่วไปที่รอแพทช์ (หรือไม่สามารถอัปเดตแพทช์ได้) สามารถป้องกันอุปกรณ์บลูทูธของตนเองจากช่องโหว่ BlueBorne ได้ด้วยการปิดบลูทูธ และเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น ส่วนผู้ใช้ Android สามารถตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของตนมีช่องโหว่หรือไม่จากแอพพลิเคชัน BlueBorne Android App(ดาวน์โหลดได้ผ่านทาง Google Play)

รายละเอียดเชิงเทคนิค: http://go.armis.com/hubfs/BlueBorne%20Technical%20White%20Paper.pdf

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/blueborne-vulnerabilities-impact-over-5-billion-bluetooth-enabled-devices/

ทีม Google Research ได้พัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถลบลายน้ำ ออกจากรูปถ่ายได้อย่างง่ายดาย

ต้องบอกเลยว่าข่าวนี้อาจทำให้บรรดาช่างภาพอาชีพหรือสมัครเล่นที่ทำพอร์ตถ่ายภาพลงขายงานมีหนาวกันบ้าง เพราะนักวิจัยของ Google Research ได้ทำการพัฒนาอัลกอริทึมที่มีความสามารถในการลบลายน้ำบนภาพถ่ายได้อย่างรวดเร็วและเรียบเนียนหมดจดแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปใช้โปรแกรมแต่งรูปลบลายน้ำออก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยขึ้นในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาในเอกสารหัวข้อ On the Effectiveness of Visible Watermarks 

water1

เราพัฒนาอัลกอริทึมนี้ขึ้นมาเพื่อโชว์ให้เห็นถึงความเปราะบางของการใช้ลายน้ำมาเป็นเครื่องมือป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และผลวิจัยนี้ยังทำให้เราได้มองเห็นแนวทางที่ช่างภาพสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ลายน้ำที่ทำการแก้ไขย้อนกลับได้ยากกว่านี้ในอนาคต’ Tali Dekel และ Michael Rubinstein ตัวแทนทีมวิจัยเปิดเผยผ่านหน้าเว็บบล็อกของ Google Research

หลักการของอัลกอริทึ่มดังกล่าวนั้นเริ่มจากทำการตรวจสอบโครงสร้างจากจำนวนภาพถ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากพบลายน้ำที่เหมือนกัน ตัวภาพและลายน้ำนั้นก็จะถูกประมวลผลแบบที่เรียกว่า noise-signal (โดยลายน้ำจัดอยู่ในกลุ่ม signal ขณะที่ภาพถ่ายถูกจัดอยู่ในกลุ่ม noise) โดยต่อจากนี้ตัวอัลกอริทึ่มจะทำการสร้างลายน้ำแบบหยาบขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็นำเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ multi-image matte มาแยกเลเยอร์ของลายน้ำออกจากตัวภาพเดิม ซึ่งระบบการสร้างลายน้ำหยาบ ๆ ขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อทำให้สามารถรู้ขอบเขตในการลบลายน้ำออกไปนั่นเอง

สำหรับในเวลานี้ อัลกอริทึ่มใหม่ของ Google นี้ยังไม่สามารถลบลายน้ำทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งระหว่างการวิจัยนี้ก็ได้มีการทดลองบิดลายน้ำแบบสุ่มไปวางบนรูปภาพในรูปแบบต่าง ๆ กัน โดยจากภาพด้านล่างนั้นจะสังเกตเห็นความแตกต่างที่อัลกอริทึมสามารถลบลายน้ำจากภาพถ่ายทั่วไปได้ (ภาพซ้าย) แต่เมื่อมีการบิดลายน้ำ (ภาพขวา) ตัวระบบยังไม่สามารถลบลายน้ำไปได้ทั้งหมด ซึ่งหากบรรดาช่างภาพเห็นเจ้าอัลกอริทึมนี้แล้วก็ต้องศึกษาเรื่องการวางลายน้ำบนภาพให้ทำการแก้ไขยากกว่าเดิมกันได้แล้วครับ

water2

 

ที่มา : watermark-cvpr17.github.io

AI กับ 7 แนวทางปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก

Artificial Intelligence (AI) หรือที่คนไทยเราแปลกันว่าปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจในทุกๆ วงการและการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันและอนาคต ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลและสรุปออกมาให้ทุกท่านได้ศึกษากันว่า AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยบ้าง

 

1. Chatbot สำหรับขายอสังหาริมทรัพย์

facebook-cnn-chatbot1ระบบ Chatbot ที่จะกลายมาเป็นอีกช่องทางให้ผู้ที่สนใจข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ สามารถเข้ามาพูดคุยสอบถามรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย และส่งผู้ที่สนใจเหล่านั้นต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตัวจริงเมื่อจำเป็นนั้นจะกลายเป็นแนวโน้มใหม่ที่จะมาช่วยเสริมให้การขายอสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลความต้องการและส่งข้อมูลต่างๆ ที่ผู้สนใจต้องการได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยให้เหล่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงลูกค้าผู้สนใจจำนวนมากได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานมากนัก

แนวโน้มนี้จะไม่ได้ส่งผลกับเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์มือ 1 เท่านั้น แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์มือ 2 เองก็สามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน

 

2. Chatbot และ Robot สำหรับให้บริการผู้อยู่อาศัย

สำหรับโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดต่างๆ เองนั้น Chatbot ก็จะกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่าผู้อยู่อาศัยสามารถโต้ตอบพูดคุยกับนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลต่างๆ, การร้องขอบริการหรือการซ่อมแซม, การร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ อีกทั้ง Chatbot เองก็ยังจะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทางหมู่บ้านหรือคอนโดนั้นจะนำบริการอื่นๆ มานำเสนอแก่ลูกบ้านได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการการทำความสะอาด, บริการทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และอื่นๆ ซึ่งอาจใช้ทั้งช่องทางการแชท หรือการใช้เสียงพูดคุยกันก็ได้

สำหรับในไทยเองก็เริ่มมีแนวคิดของการนำหุ่นยนต์เตรียมเข้ามาให้บริการผู้อยู่อาศัยกันแล้วด้วยเช่นกัน แต่อันนี้ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะหุ่นยนต์เองก็ถือว่ายังมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ในปัจจุบัน

 

3. Seach Engine เฉพาะทางสำหรับงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะ

ไม่ว่าจะเป็นมุมของผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือมุมของผู้ขายและนายหน้าที่ต้องการนำเสนออสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนรายที่เหมาะสม การนำ AI เข้ามาใช้ช่วยในการทำ Search Engine ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือทำระบบ Recommendation System ที่ช่วยให้เกิดยอดขายได้มากขึ้นอย่างแม่นยำเองก็เป็นอีกแนวโน้มที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

 

4. AI สำหรับตรวจสอบเอกสารทางด้านอสังหาริมทรัพย์

ในกระบวนการด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มักจะมีขั้นตอนของเอกสารและข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์อยู่ด้วย การนำ AI มาเริ่มใช้ในการประมวลผลเอกสารปริมาณมหาศาลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เริ่มทำกันแล้ว เพื่อลดเวลาและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องใช้ในขั้นตอนการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้นั่นเอง

 

5. Smart Building ประหยัดพลังงานและดูแลรักษาอาคารได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เป็นแนวคิดแรกๆ ที่มาพร้อมกับการทำ Digital Transformation สมัยแรกๆ เลย เพียงแต่การนำ AI เข้าไปเสริมกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics ภายในอาคารพาณิชย์ทั้งหลายนั้น ก็จะทำให้อาคารแต่ละแห่งที่มีปัจจัยต่างๆ แตกต่างกัน สามารถทำการ Optimize การใช้พลังงานภายในอาคารได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังตอบโจทย์เหล่าผู้เช่าอาคารที่อาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปได้อีกด้วย

6. การทำนายมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะแม่นยำมากยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาที่เกิดขึ้น ผสมกับข้อมูลปัจจัยภายนอกในมุมที่หลากหลายยิ่งขึ้นนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากฝีมือของ AI ทั้งสำหรับการวางแผนสร้างอาคารใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงการเลือกลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจนถึงใหญ่

 

7. ระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารด้วย Image Recognition

การรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร, การยืนยันตัวตนก่อนเข้าพื้นที่, การติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะเริ่มกลายเป็นหน้าที่ของ AI มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำ Image Recognition วิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด

ที่มา: adpt.news

หลับสบายไหม? AI บอกได้ – เมื่อนักวิจัยใช้ Deep Learning วิเคราะห์การนอนหลับจากคลื่นวิทยุ

การศึกษาการนอนหลับนั้นยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่นักวิจัยให้ความสนใจเนื่องจากตามวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้น เรายังไม่มีความเข้าใจการนอนหลับที่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งประชากรจำนวนมากยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับเป็นประจำ การใช้เครื่องดูแลสถานะการนอนนั้นก็ดูจะไม่เป็นผลดีนักเมื่อมันทำให้อาการนอนหลับผิดปกติย่ำแย่ลงไปอีก นักวิจัยจาก MIT จึงหันมาใช้วิธีใหม่ที่ใช้พลังจาก deep learning ในการศึกษาการนอนหลับ

ทีมนักวิจัยจากสถาบัน MIT ซึ่งนำโดย Dina Katabi และ Erna Viterbi ได้ทำงานร่วมกับหัวหน้าแผนกโรคเกี่ยวกับการนอนหลับโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital พัฒนาระบบตรวจสถานะการนอนหลับโดยการวิเคราะห์คลื่นวิทยุด้วย deep neural network ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบเดิมที่ใช้คลื่นวิทยุตรวจในการวัดคลื่นหัวใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ทีมเคยพัฒนามาก่อนหน้านี้

อุปกรณ์หลักที่เป็นใจความสำคัญของระบบที่ว่านี้คือกล่องปล่อยสัญญาณคลื่นวิทยุพลังงานต่ำขนาดประมาณคอมพิวเตอร์แลปท็อป เมื่อคลื่นวิทยุถูกสะท้อนออกมาหลังการกระทบกับร่างกายของมนุษย์ ระบบจะทำการเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสัญญาณคลื่น เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป

ในการวิเคราะห์นั้น เนื่องจากข้อมูลคลื่นสัญญาณที่ได้รับออกมามักประกอบไปด้วยข้อมูลอันไม่จำเป็นจำนวนมาก ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาอัลกอริทึมด้วย deep neural network ที่ทำหน้าที่กำจัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้นักวิจัยสามารถนำข้อมูลที่เหลือที่มีประโยชน์ไปวิเคราะห์ได้

ระบบตรวจสถานะการนอนหลับนี้สามารถทำงานโดยไม่ต้องมีการตั้งค่าเบื้องต้นกับสถานที่หรือตัวบุคคลที่เปลี่ยนไป และสามารถระบุได้ว่าผู้ที่ถูกวิเคราะห์กำลังอยู่ในสถานะใดของการนอนหลับ คือ อยู่ในช่วง light sleep, หลับลึก, หรือ REM (Rapid Eye Movement) โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 80 ซึ่งเทียบเท่ากับการวัดค่าการนอนหลับด้วยวิธี EEG (electroencephalography) จึงนับว่าเป็นพัฒนาการจากระบบวัดสถานะการนอนหลับด้วยคลื่นวิทยุเดิมที่มีความแม่นยำเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น

สำหรับในอนาคต ทีมวิจัยมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบที่สามารถวัดค่าต่างๆของร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ หรือสวมใส่อะไรเพิ่มเติม

 

PrompTec Smart WiFi Sound sensor

PT08-01

PT08-07

ติดตามข่าวสาร #IoT #Smarthome ได้ที่ Facebook : ConnextConcept

เมื่อ AI จะส่งผลต่อฝ่าย IT ภายในองค์กร

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการนำระบบ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาใช้งานภายในองค์กรและ Data Center ซึ่งเหล่า IT Manager ต้องเตรียมวางแผนรับมือให้ดี ดังต่อไปนี้

1. การใช้ทรัพยากรภายใน Data Center จะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้ GPU และ Storage

AI นั้นต้องทำการเรียนรู้จากข้อมูล และประมวลผลอย่างรวดเร็วด้วย GPU เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลใดๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ให้ภาคธุรกิจสามารถนำผลลัพธ์ไปใช้งานได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นไม่ว่าองค์กรจะทำ AI ภายใน Data Center ของตนเอง หรือใช้บริการ Cloud ก็ตาม การใช้งานทรัพยากรในส่วนของ GPU และ Storage เองก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และก็ต้องมีระบบเครือข่ายความเร็วสูงสำหรับรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลปริมาณมหาศาลพวกนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากจะทำระบบ AI ใช้งานภายในองค์กรแบบ On-premise ก็อาจต้องคิดประเมินเผื่อถึง IT Infrastructure ที่มีอยู่ในองค์กร โดยเฉพาะระบบไฟ กับระบบระบายความร้อนให้ดีด้วย

 

2. การนำ Security Intelligence มาใช้งานจะเกิดขึ้นได้จริงภายในองค์กร

การนำ AI มาใช้ในการช่วยรักษาความปลอดภัยก็เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจ ตอบรับกับแนวโน้มการเติบโตของ Security Analytics, Threat Intelligence และ Entity Behavior Analytics (UEBA) ที่นำ Machine Learning และ Algorithm ต่างๆ มาใช้ในการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่นับวันจะยิ่งมีความซับซ้อนสูง และ AI เองก็มีแนวโน้มที่จะได้ถูกนำมาผสานรวมในระบบเหล่านี้ในอนาคต

 

3. AI จะสามารถช่วยดูแลระบบ IT Infrastructure เกิดป็น Intelligent Monitoring ได้

การตรวจสอบการทำงานของระบบ IT Infrastructure ว่ายังคงปกติหรือไม่ด้วย AI กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากในช่วงเวลาที่ Data Center เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ โดย AI จะสามารถทำการตรวจสอบข้อมูลการทำงานของระบบต่างๆ ได้ในเชิงลึกอยู่ตลอดเวลา และรายงานผลมายังเหล่าผู้ดูแลระบบ ทำให้การตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และแม่นยำมากยิ่งขึ้น และก็มีผู้ผลิตหลายรายที่เริ่มพัฒนาเทคโนโลยี AI สำหรับการทำ IT Monitoring โดยเฉพาะแล้ว

 

4. งานของฝ่าย Help Desk จะมีความเป็นอัตโนมัติสูงขึ้น

เทคโนโลยี Virtual Assistant นั้นได้เริ่มถูกนำมาปรับใช้เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบ Help Desk ให้กับเหล่าผู้ใช้งานในองค์กรแล้ว ทำให้ผู้ใช้งานภายในองค์กรสามารถพูดคุยสอบถามปัญหาต่างๆ ทางด้าน IT ได้กับทาง Chatbot และแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้มากขึ้น ในขณะที่ปัญหาที่แก้ไขได้ยากหรือมีความซับซ้อนสูง ก็อาจถูกส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบได้ ทำให้ปริมาณภาระหน้าที่ของผู้ดูแลระบบลดน้อยลง เอาเวลาไปแก้ไขปัญหายากๆ ได้มากขึ้น และนำเวลาไปใช้ในการทำงานเชิงรุกได้มากขึ้นด้วย

 

5. การดูแลรักษาระบบจัดเก็บข้อมูลจะมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น

AI เริ่มถูกนำมาใช้ในการดูแลรักษาระบบ Storage โดยเฉพาะแล้ว เพราะเมื่อข้อมูลได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ การดูแลรักษาระบบจัดเก็บข้อมูลให้ทำงานได้อย่างถูกต้องมั่นคงอยู่เสมอก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบัน Machine Learning และ AI เริ่มถูกนำมาใช้เพื่อตรวจจับพฤติกรรมการทำงานที่ผิดปกติของระบบ Storage และทำนายล่วงหน้าว่าอุปกรณ์ใดกำลังจะมีปัญหา เพื่อให้การ Maintenance ระบบสามารถเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าก่อนปัญหาเกิดขึ้นจริง ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างมหาศาล

 

6. การบริหารจัดการ IT Infrastructure จะกลายเป็นแบบ Self-driven แทน

การนำ AI มาใช้ในการทำ Automation เพื่อบริหารจัดการระบบเครือข่ายก็เป็นอีกแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต และเริ่มมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีบางรายนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในระบบ Cloud ของตนเองแล้ว โดยระบบ IT Infrastructure เหล่านี้จะมี AI ที่คอยตรวจสอบการทำงานและแก้ไขการตั้งค่าของระบบต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ IT ให้ดียิ่งขึ้น กลายเป็น Software-defined Data Center (SDDC) อย่างแท้จริง

 

7. พนักงานฝ่าย IT ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แต่จะไม่ตกงานแน่นอน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทาง Gartner ได้ออกมาทำนายว่า AI จะเข้ามาทดแทนงาน Routine ของแผนก IT ภายในองค์กรไป เช่น งาน System Administration, งาน Help Desk, งาน Project Management และงาน Application Support อย่างไรก็ดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญหลายรายเองก็ยังเชื่อว่า AI จะไม่ทำให้ตำแหน่งงานของแผนก IT ลดลงแต่อย่างใด เพราะถึงแม้งานบางตำแหน่งจะถูกทดแทนได้ด้วย AI แต่การมาของ AI เองก็ทำให้ตลาด IT ขาดแคลนแรงงานในกลุ่มใหม่ และแผนก IT เองก็จะมีภาระมากขึ้นในการร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กร

ดังนั้นเหล่าผู้ดูแลระบบเองก็ควรจะต้องปรับตัวด้วยการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ รอบด้านให้มากขึ้น, เรียนรู้การนำ AI มาใช้งานเพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจต้องเรียนรู้ฝั่งธุรกิจมากขึ้นบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางในอนาคต ในขณะที่ IT Manager เองก็ต้องเริ่มมองถึงการเตรียมทักษะของบุคลากรให้พร้อมต่ออนาคตด้วยเช่นกัน

 

ที่มา: http://www.networkcomputing.com/data-centers/7-ways-ai-could-impact-infrastructure-pros/1784982419

กูเกิลพัฒนา AI ถ่ายรูปเองได้

ช่างภาพอาจตกงาน! หลังกูเกิลพัฒนา AI ถ่ายรูปเองได้

Jasper National Park, Canada. เครดิตภาพ…Google Research Blog

อาชีพช่างภาพ อาจจะกลายเป็นอดีต เพราะอาจถูก AI มาแย่งไปก็เป็นได้ เมื่อทีมวิจัยจากกูเกิล พัฒนา AI ให้สามารถเรียนรู้การทำงานของช่างภาพมืออาชีพได้

Interlaken, Switzerland. เครดิตภาพ…Google Research Blog

โดยกูเกิลได้นำเทคนิค deep learning ใน AI สำหรับศึกษาวิธีการถ่ายภาพ การจัดวางองค์ประกอบของภาพ แสงสี ผ่านภาพถ่ายพาโนรามากว่า 40,000 ภาพใน Google Street View มาต่อและแต่งภาพใหม่ ราวกับเป็นฝีมือของช่างภาพมืออาชีพ อย่างภาพเมือง Interlaken ในสวิตเซอร์แลนด์ภาพนี้ (ภาพบนจาก Google Street View ภาพล่างฝีมือ AI)

ซึ่งกูเกิลมีแผนจะนำไปต่อยอดสำหรับการพัฒนาฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้สวยกว่าเดิมหรือเพิ่มความสามารถให้หุ่นยนต์ถ่ายภาพเองได้

ที่มา :
https://research.googleblog.com/…/using-deep-learning-to-cr…