แนวโน้ม 10 ประการด้านการใช้ IoT ในภาคธุรกิจปี 2018

ใน Forbes ได้มีบทความทำนายถึงแนวโน้ม 10 ประการของการนำ Internet of Things (IoT) มาใช้งานภายในธุรกิจองค์กรประจำปี 2018 ที่สรุปมาจากรายงานของ Forrester Research ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

1. องค์กรจะเริ่มหันมาทดสอบและเปิดให้บริการแบบ Voice-based กับลูกค้าของตน

ด้วยความพร้อมและคุณภาพที่สูงขึ้นของบริการแบบ Voice-based Service ในเวลานี้ ก็จะทำให้เหล่าบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 มีแนวโน้มที่จะใช้บริการเหล่านี้ในปี 2018 เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ในขณะที่เหล่าอุตสาหกรรมอย่างเช่นภาคการเงินและอื่นๆ ที่ต้องการการยืนยันตัวตนที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงก็จะเริ่มต้นใช้บริการเหล่านี้ได้ช้ากว่าธุรกิจกลุ่มที่พร้อม

2. แนวทางจากฝั่งยุโรป จะทำให้การนำข้อมูลจากระบบ IoT มาใช้ในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริง

45% ของเหล่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลในสหรัฐอเมริกากล่าวว่าปัจจุบันนี้พวกเขาพร้อมที่จะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงธุรกิจและการสร้างรายได้แล้ว ส่วนในฝรั่งเศสมีความพร้อมในลักษณะนี้ 35% และเยอรมนีมี 38% ด้วยเหตุนี้ทาง European Commission จึงเตรียมที่จะอก Guideline มาเพื่อเร่งให้การทำธุรกิจด้วยข้อมูลในยุโรปเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. นักการตลาดจะเริ่มจับโอกาสใหม่ๆ จาก IoT ในขณะที่อุปกรณ์ Wearables จะยังคงเป็นส่วนน้อยของตลาด

การใช้งาน Amazon Alexa และ Google Assistant ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่านักการตลาดนำมาใช้ในอนาคต ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์บน Interface ใหม่ๆ อย่างเช่นระบบ Conversational หรือ Smart Watch อย่างไรก็ดีถึงแม้ยอดขายของ Smart Watch ในสหรัฐอเมริกานั้นถูกคาดว่าจะเติบโตในปี 2018 แต่ตลาดนี้ก็จะยังคงมีผู้ใช้งานเป็นกลุ่มน้อยอยู่ดี

4. กรณีการใช้งานหลักๆ ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัวผลักดันให้เกิด Edge Solutions

ถึงปัจจุบันนี้เราจะเห็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ IoT เกิดขึ้นภายใน On-premises Data Center หรือบน Cloud แต่ในปี 2018 เราจะได้เห็นว่าหลายๆ องค์กรจะเริ่มนำ Edge IoT Device เข้าไปช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ในแต่ละพื้นที่ก่อนส่งขึ้น Cloud กันมากขึ้น เพื่อให้การโต้ตอบกับอุปกรณ์ต่างๆ นั้นทำได้ง่าย และยังช่วยในการบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้ดีขึ้นอีกด้วย

5. ผู้พัฒนา IoT Platform จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฉีกตัวเองออกจากการเป็นเพียงแค่บริการ IaaS เท่านั้น

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เหล่าผู้ให้บริการ IoT Platform นั้นเริ่มที่จะพัฒนาโซลูชันสำหรับตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกันมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น AWS, IBM หรือ Microsoft ก็ตาม และระบบเหล่านี้ก็ต้องทำการปรับตัวกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีฟีเจอร์สำหรับตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมาย และความต้องการของระบบ IoT ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก

6. การใช้งานและบริหารจัดการ IoT Platform จะมีรูปแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ต่างจากระบบแบบอื่นๆ

การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการและการดูแลรักษาสิ่งที่เป็น IoT นั้นจะต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการ, ตรวจสอบการทำงาน และควบคุมระบบเหล่านั้นจากระยะไกล การใช้ Software เพื่อช่วยควบคุมและจัดการอย่างอัตโนมัติจะกลายมาเป็นอีกงานสำคัญงานหนึ่งที่สำคัญ เพื่อให้องค์กรไม่ต้องเสียทรัพยากรบุคคลมาดูแลอุปกรณ์เหล่านี้มาก และนำเวลาที่มีไปใช้พัฒนาธุรกิจให้เติบโตแทน ดังนั้นการเลือก IoT Platform ที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารจัดการได้ดีนั้นจะกลายเป็นประเด็นที่สำคัญมากสำหรับกลยุทธ์ IoT สำหรับองค์กรในระยะยาว

7. การมาของ Edge Computing จะยิ่งเร่งให้เกิด IoT Consolidation

องค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มทำ Edge Computing เพื่อควบคุมและจัดการอุปกรณ์ IoT พร้อมกับข้อมูลที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการข้อมูลบน Cloud และค่าใช้จ่ายด้านระบบเครือข่ายลง อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา Software และโค้ดต่างๆ ให้ทำงานได้ทั้งบน Cloud และบน Edge อย่างต่อเนื่องนี้ ก็จะสร้างแรงกดดันให้กับเหล่าองค์กรไม่น้อย

8. การ Integrate อุปกรณ์ IoT เข้ากับบริการ Public Cloud จะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้น

เหล่าผู้พัฒนาโซลูชัน IoT จะเริ่มมองหาบริการ Cloud และอุปกรณ์ที่สามารถ Integrate เข้าหากันได้โดยง่าย เพื่อให้ต้นทุนการพัฒนาโซลูชันนั้นต่ำลง และสามารถติดตั้งเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็วเพื่อทำการทดสอบและขยายตลาดในระยะยาว การที่ระบบเหล่านี้สามารถใช้งานได้ง่ายและดูแลรักษาได้ง่ายนั้นจะเร่งให้เหล่าผู้ให้บริการ Public Cloud สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่ม IoT ไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

9. IoT จะกลายเป็นเป้ารวมการโจมตีบนโลก Cyber

การที่เหล่าองค์กรมุ่งไปที่การพัฒนาโซลูชัน IoT เพื่อแข่งกันออกสู่ตลาดให้เร็วนั้น จะส่งผลให้ในหลายๆ ครั้งข้อกำหนดทางด้าน Security ถูกละเลยไป แต่องค์กรที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพนั้นก็จะต้องให้ความสำคัญกับการทำ Security Control ที่เข้มแข็งในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์, บริการ, ลูกค้า และชื่อเสียงของตนจากการโจมตีของเหล่า Hacker ทั่วโลกให้ได้

10. Blockchain-based IoT จะเริ่มถูกใช้งานด้วยส่วนแบ่งตลาด 5%

ถึงแม้ว่า Blockchain นั้นจะยังไม่พร้อมสำหรับการรองรับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ที่ต้องการทั้งความเสถียร, ความทนทาน และการทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หลายๆ โครงการทดสอบทางด้าน IoT นั้นก็ได้เริ่มใช้ Blockchain กันมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นในปี 2018 ที่จะถึงนี้

ก็ถือเป็น 10 ข้อทำนายที่ไม่ได้เน้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป ออกจะแนวทำนายเรื่องเทรนด์ธุรกิจที่ใช้ IoT เป็นหลักเลยด้วยซ้ำ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านนะครับ

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ https://www.forrester.com/report/Predictions+2018+IoT+Moves+From+Experimentation+To+Business+Scale/-/E-RES139752 ครับ

ที่มา : Techtalkthai

ต้นฉบับ: https://www.forbes.com/sites/gilpress/2017/11/09/10-predictions-for-the-internet-of-things-iot-in-2018/#4b55be6435e7

พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chinese University of Hong Kong ร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้สร้างหุ่นยนต์นาโนที่สามารถควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ทั้งช่วยวินิจฉัยโรค และขนส่งยาเข้าไปภายในร่างกายของมนุษย์

โดยหุ่นขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina algae) ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

11935_17112715184207_247408.jpg
หลักการทำงานของหุ่นยนต์นาโน (โดย Carlo Schaffer, Science Robotics, AAAS)

ส่วนอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของการสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ก็เพื่อที่จะให้มันสามารถเข้าไปในร่างกาย และควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีการแถลงถึงความสามารถในการปล่อยยาที่มีศักยภาพโจมตีเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

“หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีศักยภาพที่จะเข้าไปยังส่วนที่ยากต่อการเข้าถึงของร่างกายมนุษย์ และสามารถวินิจฉัยและรักษาโรค โดยก่อให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด” Kostas Kostarelos ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ การย่อยสลาย ผลการวิเคราะห์โรค และการบำบัด ก่อนที่การทดลองทางคลินิกจะเริ่มขึ้น แต่หุ่นยนต์นาโนที่ว่านี้ก็นับเป็นความหวังใหม่แห่งวงการแพทย์ และการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
ที่มา : www.geek.com

 

เผย 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 สำหรับเหล่าองค์กร จาก Gartner

ทุกๆ ปี Gartner จะออกมาสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับเหล่าองค์กร และในครั้งนี้ Gartner ก็ได้ออกมาสรุปถึง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2018 กันแล้วทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปมาให้อ่านกันดังนี้ครับ

1. AI Foundation

คงปฏิเสธไม่ได้กับความร้อนแรงของ AI ในยามนี้ โดย Gartner ชี้ว่า AI ที่สามารถเรียนรู้, โต้ตอบ และปรับตัวได้โดยนอัตโนมัตินี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้แข่งขันกันระหว่างเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายในปี 2020 ในขณะที่การใช้ AI เพื่อช่วยเสริมการตัดสินใจ, การปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ และการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้านั้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นหลักที่เหล่าองค์กรให้ความสำคัญต่อไปจนถึงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร, เครื่องมือ หรือระบบที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการจัดการข้อมูลนั้นก็จะยังคงเติบโต่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะขาดไปไม่ได้แล้วสำหรับการแข่งขันในอนาคต

 

2. Intelligent Apps and Analytics

Application ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีการใช้งาน AI หรือ Machine Learning อยู่ภายในแทบทั้งหมด โดยที่บางครั้งผู้ใช้งานอาจไม่รู้ตัวว่า AI นั้นทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบก็เป็นได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI นี้ก็จะทำให้รูปแบบของการทำงานและสถานที่ทำงานในอนาคตเปลี่ยนไป โดย AI จะไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะมาช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอนาคต การแข่งขันในตลาด Software และ Service โดยเฉพาะ ERP นั้นจะกลายเป็นการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ AI เป็นหลักว่า AI จะมาช่วยให้การทำงานหรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้นได้อย่างไรแทน

 

3. Intelligent Things

สิ่งของต่างๆ ที่เคยเป็น Internet of Things (IoT) ในปัจจุบันจะวิวัฒนาการกลายไปเป็น Intelligent Things ที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของโค้ดที่ตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงการทำงานไปตาม AI ที่ใช้และข้อมูลที่ได้เรียนรู้แทน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, หุ่นยนต์, Drone และทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ สูงขึ้นอย่างชัดเจน

อุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัตินี้จะใช้แรงงานคนน้อยลง และในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เราก็จะเห็นระบบที่ยังคงใช้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ในฉากหลังนั้นเหล่าผู้ผลิตนั้นต่างจะซุ่มพัฒนาระบบที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อเตรียมแข่งขันกัน และประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากเทคโนโลยีอย่าเงช่นกฎหมายก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคตนี้

 

4. Digital Twin

ทรัพย์สินต่างๆ ในโลกจริงขององค์กรนั้นจะถูกสร้างข้อมูลขึ้นมากลายเป็นทรัพย์สินเสมือนในโลก Digital มากขึ้นเรื่อย เพื่อให้เหล่าองค์กรได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจได้ในแบบ Real-time และทำการตอบโต้ต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Digital Twin จะช่วยให้การนำ AI มาใช้ผสานและการทำ Simulation มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น การวางแผนในภาพใหญ่นั้นจะสามารถเจาะลึกลงรายละเอียดได้ดีขึ้นในทุกๆ ธุรกิจ และส่งประโยชน์ต่อธุรกิจ องค์กร หรือประเทศชาติได้ในระยะยาว

 

5. Cloud to the Edge

Edge Computing จะกลายเป็นส่วนต่อขยายจากระบบ Cloud อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการย้ายการประมวลผลไปใกล้แหล่งข้อมูลมากขึ้นก็ทำให้ Latency ต่ำลง, Bandwidth ที่ต้องใช้น้อยลง และการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ สามารถทำได้แบบกระจายตัว องค์กรจึงควรเริ่มออกแบบ Infrastructure ให้รองรับต่อสถาปัตยกรรมแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน IoT

ในอนาคต Edge Computing จะผสานรวมกับ Cloud อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้นและแบ่งหน้าที่การทำงานกันได้เป็นอย่างดี โดย Cloud นั้นจะรับบทบาทของระบบแบบ Service-oriented Model ที่บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง และทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างระบบต่างๆ ในขณะที่ Edge Computing จะทำงานแบบ Delivery Style ที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่นั้นทำงานได้ตามที่ Cloud สั่งการ

 

6. Conversational Platforms

Conversational Platforms จะเป็นสิ่งใหญ่ที่มาเปลี่ยนวิธีการใช้งานเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลของมนุษย์ในอนาคต การแปลภาษานั้นจะกลายเป็นงานของคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ โดยระบบต่างๆ จะรับคำถามหรือคำสั่งจากผู้ใช้งานโดยตรง และแปลงเป็นชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานโดยอัตโนมัติแทน โดยหากขาด Input ใดๆ ไประบบก็จะทำการถามกลับมายังมนุษย์ได้เอง ในอนาคตอันใกล้นี้ Gartner ทำนายเอาไว้ว่าระบบ Conversational Interface จะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ และต้องมี Hardware เฉพาะ, ระบบปฏิบัติการเฉพาะ, Platform เฉพาะ ไปจนถึง Application เฉพาะมารองรับ

 

7. Immersive Experience

ท่ามกลางโลก Digital นี้ เทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) จะกลายมาเป็นช่องทางในการแสดงผลข้อมูลและเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้คนรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกของ Digital แทน โดยปัจจุบันนี้เริ่มมี Application ที่หลากหลายมาให้เลือกใช้งานนอกเหนือจาก Application เพื่อความบันเทิงกันแล้ว และต่อไปเทคโนโลยี AR และ VR เหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่พนักงานสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสะท้อนความคุ้มค่าสู่องค์กรได้

ส่วน MR นั้นจะมาสร้างโลกที่ผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกจริงเข้าด้วยกัน เป็นก้าวถัดไปจาก AR และ VR และทำให้การโต้ตอบกับโลก Digital และข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงต่อไปอีกในอนาคต

 

8. Blockchain

Blockchain จะเริ่มถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมธุรกิจอื่นๆ นอกจากภาคการเงินมากขึ้น และเกิด Application ที่หลากหลายรูปแบบขึ้นมา อย่างไรก็ดีถึงแม้ Blockchain นี้จะมาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีเพื่อให้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นมีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมาเสียก่อน

 

9. Event Driven

Digital Business ในอนาคตนั้นจะเปลี่ยนแปลงการทำงานไปเป็นแบบ Event Driven ที่ธุรกิจจะตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานเป็นหลัก ด้วยการรับข้อมูลจากเทคโนโลยีที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Event Broker, IoT, Cloud, Blockchain, In-memory Data Management และ AI ทำให้การตรวจพบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจสามารถทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และปรับตัวโต้ตอบตามได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย

แต่การจะก้าวสู่การทำธุรกิจแบบ Event Driven ได้นี้ การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ และฝ่าย IT เองก็ต้องมีระบบที่เอื้อต่อธุรกิจให้รับมือกับการทำ Event Driven ให้ได้ด้วย

 

10. Continuous Adaptive Risk and Trust

ประเด็นด้าน Security เองก็ยังสำคัญ และเหล่าองค์กรเองก็ต้องนำหลักการของ Continuous Adaptive Risk and Trust Assessment (CARTA) ไปใช้เพื่อรับมือและโต้ตอบกับภัยคุยคามและการโจมตีรูปแบบต่างๆ ให้ได้ในแบบ Real-time มากยิ่งขึ้น โดย Security Infrastructure นั้นจะต้องเอื้อให้เกิดการปรับตัวได้ในทุกๆ สถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามภาคธุรกิจให้ทัน

องค์นั้นต้องหลอมรวมทีมพัฒนา Application และทีม Security เข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อก้าวจากการทำ DevOps ในปัจจุบันไปสู่การทำ DevSecOps ตามหลักของว CARTA ในขณะที่เทคโนโลยี Virtualization และ SDN นั้นก็จะส่งผลให้การสร้างระบบ Adaptive Honeypots เป็นจริงขึ้นมาได้ง่าย และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอัีนหนึ่งในการตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายขององค์กร

แหล่งข้อมูล : TechTalkThai

ลูกค้าของ Gartner สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.gartner.com/technology/research/top-10-technology-trends/ ครับ

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3812063

 Amazon ขนกองทัพ Alexa หลากรุ่นสู่ตลาด

Jนานแล้วที่เราไม่ได้เห็นการเปิดตัวกองทัพสินค้ารวดเดียวจากบริษัทไอทีใหญ่ ล่าสุดแอมะซอน (Amazon) ประกาศแจ้งเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรุ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งอุปกรณ์กลุ่มเอคโค (Echo) รุ่นใหม่ รวมถึงอุปกรณ์อื่นที่ทำให้ระบบผู้ช่วยส่วนตัว “อเล็กซ่า” (Alexa) สามารถให้บริการในรูปใหม่ได้อย่างน่าสนใจ


Amazon Echo ปรับใหม่

Echo รุ่นใหม่นั้นปรับให้มีขนาดเล็กลง โดยสูงกว่ากระป๋องโซดาเพียงเล็กน้อย เช่นเคย Amazon ระบุว่า Echo รุ่นใหม่จะพัฒนาจากรุ่นเก่าทั้งการประมวลผลที่เร็วขึ้น การรู้จำเสียงของ Alexa ที่ดีขึ้น และการทำงานที่เสถียรมากขึ้น

Echo รุ่นใหม่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกใส่หน้ากากเพื่อตกแต่ง Echo ได้ มีทั้งเคสที่เป็นไม้และผ้า ดังนั้นผู้ใช้ที่เบื่อสามารถแลกเปลี่ยนเคสใหม่ได้เพื่อให้เหมาะกับการวางในห้องนั่งเล่นมากขึ้น

นอกจากนี้ จุดต่างจาก Echo รุ่นเก่า คือรุ่นใหม่มีช่องเสียบเสริมเพื่อต่อกับลำโพงอื่น ทั้งหมดนี้ Amazon Echo เปิดให้สั่งจองแล้วในราคา 99 เหรียญ (ลดลงจาก 199 เหรียญในรุ่นก่อน) ราว 3,300 บาท


Echo Plus น้องใหม่ทำงานหลากหลาย

Echo Plus ที่ Amazon ตั้งราคาไว้ 149 เหรียญ (ราว 5,000 บาท) นั้นถูกออกแบบให้มองเหมือน Echo เดิม แต่มาพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ดีกว่า รวมถึงสามารถเป็นศูนย์ควบคุมหรือโฮมฮับอัจฉริยะในตัว เพื่อควบคุมอุปกรณ์ออนไลน์ในบ้าน เช่น หลอดไฟอัจฉริยะ กลอนล็อกประตูอัจฉริยะ และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ

Echo รุ่นเดิมนั้นสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้านก็จริง แต่ผู้ใช้จะต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่ม Echo รุ่นใหม่จึงปรับให้ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าใด ไม่ต้องติดแอปพลิเคชันเพิ่ม แต่ก็สามารถทำงานได้ราบรื่น โดย Echo Plus ไม่ต่างจาก Echo ใหม่ที่มีช่องเสียบเสริมสำหรับลำโพงภายนอก

Echo Plus เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันพุธ ราคา 149 เหรียญสหรัฐ มีให้เลือก 2 สีคือเงินหรือดำ


Echo Spot เสียงดีมีกล้อง

น้องใหม่ Echo Spot มูลค่า 130 เหรียญ (ราว 4,400 บาท) มาในรูปอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีหน้าจอรูปวงกลมขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งผสมรวม Echo Dot และ Echo Show ไว้ด้วยกัน ทำให้ Spot ช่วยให้ผู้ใช้ทำวิดีโอคอลล์ด้วยลำโพงและกล้องถ่ายรูปในตัว สามารถเชื่อมต่อกับลำโพงโดยใช้สาย 3.5 มม. หรือผ่านบลูทูธ ทำให้มองเหมือนนาฬิกาปลุกวางข้างเตียงราคาไม่ธรรมดา

นอกจากนี้ Echo Spot ยังทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน ทำให้สามารถตรวจสอบปฏิทินงาน ดูวิดีโอ Amazon Prime หรืออ่านบทวิจารณ์ร้านอาหารบนบริการ Yelp ได้ จุดนี้ผู้ใช้สามารถสลัวหน้าจอในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ

ที่สำคัญ Echo Spot มีจุดขายเรื่องคุณภาพเสียงที่ดีกว่า Echo Dot แต่ Spot นั้นมีข้อจำกัดไม่สามารถสตรีมเพลงได้ ทำให้ต้องทำงานร่วมกับ Echo (ราคา 99 เหรียญ) หรือ Echo Show (ราคา 149 เหรียญ) หากต้องการเล่นเพลงในห้อง 

Spot เปิดให้สั่งจองแล้ว และจะวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม

Echo Buttons เล่นเกมกับ Alexa

Echo Buttons ถูกตั้งราคาที่ 20 เหรียญสหรัฐ (ราว 670 บาท) เป็นอุปกรณ์ที่มีปุ่มเดียวพร้อมไฟเรืองแสงที่มา 2 ชิ้นในแพคเดียว อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับเกมสไตล์ครอบครัวที่เล่นกันง่าย ๆ เช่น Simon Says เบื้องมีการยกย่องว่า Echo Buttons เป็นปุ่มที่กดสนุก ซึ่งจะมีเสียง “คลิก” น่าฟังเมื่อกดปุ่มลง แถมยังมีแสงสีสลับสวยงามดี ปุ่ม Echo Buttons ใหม่จะเปิดให้เลือกซื้อในเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้


Echo Connect เชื่อมกับโทรศัพท์บ้าน

Echo Connect มีราคาจำหน่าย 35 เหรียญ (ราว 1,200 บาท) จุดเด่นคือการเปลี่ยน Echo ทุกรุ่นให้เป็นโทรศัพท์บ้าน Echo Connect จะเชื่อมต่อระหว่างสายโทรศัพท์ที่บ้านและอุปกรณ์ Echo ที่มี ทำให้ผู้ใช้สามารถโทรออกหรือรับสายโทรศัพท์ได้โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์บ้าน ถือเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Amazon ในการผลักดันให้ Echo เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่น่าสนใจ

Echo Connect เปิดให้สั่งจองแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดการจัดส่ง


Fire TV ใหม่จิ๋วกว่าเดิม

กล่องรับสัญญาณสตรีมมิง Fire TV ใหม่ของ Amazon มีราคา 69 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,300 บาท) จุดต่างคือขนาดที่เล็กกว่ารุ่นก่อน และความสามารถสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงพิเศษในรูปแบบ 4K และ HDR ผู้ใช้สามารถควบคุม Fire TV ใหม่ด้วยเสียง ผ่านอุปกรณ์ Echo ที่มี จุดนี้ ในวิดีโอสาธิตพบว่าวิดีโอจาก Fire TV ใหม่นั้นคมชัดมากบนทีวีที่รองรับ 4K และ HDR ขณะที่คำสั่งเสียงผ่าน Alexa นั้นทำงานไร้ที่ติ ผู้ใช้สามารถเอ่ย “rewind 20 seconds” เพื่อย้อนวิดีโอกลับไปหรือ “play ‘Grand Tour.'” เพื่อสั่งให้เครื่องเล่นรายการโปรดที่ชอบ ซึ่งนอกนั้นไม่มีอะรแตกต่างจาก Fire TV รุ่นเดิม

Fire TV ใหม่เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว และจะวางจำหน่ายภายในปีนี้ โดย Amazon ส่งโปรโมชันขายพ่วง Fire TV ใหม่และ Echo Dot ในราคา 79 เหรียญสหรัฐ
เป็นไงกันบ้าง กับกองทัพ Alexa ต้องบอกว่าน่าสนใจมาก แต่เสียดาย ปัจจุบันยังไม่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Amazon Alexa

ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้! ขสมก.ยกเครื่องรถเมล์ฟรี 200 คัน ติดตั้ง E-Ticket

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ และรักษาการแทนผู้อำนวยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ต.ค.60 ขสมก.ติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) ได้จำนวน 200 คัน อีก 600 คัน เพื่อให้สอดคล้องกับการออกบัตรสวัสดิการ ขสมก.จะใช้เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์มือถือ (โมบาย โฟน) และทาง ขสมก.จะติดตั้งเครื่องอ่านบัตร E-ticket ให้ครบ 800 คัน ในวันที่ 15 พ.ย.60

20170921-165125-ขสมก-ติดตั้ง-e-ticket-200-คัน0220170921-165126-ขสมก-ติดตั้ง-e-ticket-200-คัน03

“ส่วนใหญ่รถที่นำมาติดตั้งระบบอ่านบัตรจะเป็นรถเมล์ฟรีที่อยู่ในเขตในเมืองเช่น เขตการเดินรถ 4 (คลองเตย) และเขต 8 (หมอชิต 2) ก่อน เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะมีการทดสอบระบบให้เสร็จภายใน 28 ก.ย.60” นายประยูรกล่าวและว่า
หลังจากนั้นติดตั้งอีก 1,500 คัน ในเดือน ธ.ค. 60 และ ครบ 2,600 คัน ในเดือนมิ.ย.61

โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการจะต้องนำบัตรมาแตะที่เครื่องอ่านบัตรที่ครื่องอ่านบัตรในขณะขึ้น-ลงรถโดยสาร ซึ่งรถโดยสารจะติดสติ๊กเกอร์สีเขียว “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” แทนข้อความ “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน” ที่ด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังรถโดยสาร

นอกจากนี้ทาง ขสมก.ยังทยอยติดตั้ง เครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติ หรือ cash box เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้อีกด้วย

20170921-165128-ขสมก-ติดตั้ง-e-ticket-200-คัน04.jpg

สำหรับพนักงานเก็บค่าโดยสารในช่วง 2 ปี ยังทำหน้าที่บนรถคอยให้คำแนะนำประชาชนในการใช้บริการและเมื่อระบบ E-ticket ใช้งานบนรถโดยสารเต็มรูปแบบ ขสมก.มีแผนดำเนินการโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ตามความสมัครใจประมาณ 2,000 คน ในช่วงปี 2562-2564 โดยจะใช้งบประมาณปี 2562

w644ขณะที่แผนฟื้นฟู ขสมก.อยู่ระหว่างการจัดทำ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด)ขสมก. และกระทรวงคมนาคมต่อไป รวมทั้งมีแผนออกบัตรโดยสารของ ขสมก. จำนวน 5 แสนใบ เพื่อมาใช้กับระบบ E-ticket ด้วย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขสมก.ได้ลงนามสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมอุปกรณ์ (E-ticket) กับ บมจ.ช. ทวี พร้อมพันธมิตร 4 ราย ได้แก่ บริษัท จัมป์ อัพ จำกัด, บริษัทเอเชนเทค (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอ็มโอแอล เพย์เมนท์ จำกัด และ T-Money จากประเทศ เกาหลีใต้ จำนวน 2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท

w6434

ที่มาข่าว

เมื่อการมาของเทคโนโลยี Face ID ทำให้หลายคนกังวล!!!

หลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone X มาพร้อมกับ ระบบปลดล็อค Face ID สุดฮือฮานั้น และยังมีอีกหลายคน ที่เริ่มกังวลกับ เทคโนโลยีนี้ ว่า อาจจะ “ถูกขโมย” อ่อไม่ขโมย มือถือนะครับ แต่เป็น “ขโมย” โครงสร้างหน้าระหว่าง นอนหลับ ก็เป็นโอกาสอันดี ที่เหล่าพ่อค้าหัวใส ในจีน จะคิดค้นสินค้า ต้อนรับเทรนด์ใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งล่าสุด ก็มีพ่อค้าออนไลน์ บนเว็บไซต์ Taobao (เถาเป่า) ได้วางจำหน่าย หน้ากากคลุมใบหน้าป้องกันการ แอบปลดล็อคผ่าน Face ID ระหว่างที่เจ้าของ iPhone X นั้นกำลังหลับ!

สำหรับหน้ากาก คลุมหน้านี้ มีชื่อว่า “Facekini” ซึ่งก็เป็นหน้ากากที่ วางจำหน่ายอยู่แล้วบน Taobao ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 5-30 เหรียญฯ โดยนอกจากหน้ากากที่ ปกปิดทั่วทั้งใบหน้า แล้วยังมีผ้าปิดตา ขนาดใหญ่ ที่นิยมใช้ยามหลับ ระหว่างเดินทาง ที่ถูกนำมาโฆษณา โดยหยิบ เรื่อง “Face ID” มาเป็นจุดขาย เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Craig Federighi หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ของ Apple ก็เพิ่งออกมายืนยันว่า Face ID จะไม่สามารถทำงานได้อยู่แล้วหากหลับตาอยู่นั่นเอง ต่อไปใครถ่ายรูปหน้าตรง ก็ต้องระวังให้ดีอีกหรือเปล่าเนี่ยะ

สรุป เทคโนโลยี มีทั้งคุณและโทษ หากใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะทำให้ชีวิตสะดวกสบาย แต่ก็ยังมีวิธีการล๊อคเครื่องโทรศัพท์อีกหลากหลายวิธี ให้ผู้ใช้อย่างเราได้ ได้เลือกกันตามความเหมาะสม นั่นเอง

อ้างอิง


โฆษณา: 
อุปกรณ์ Smart home ที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงมี สัญญาณอินเตอร์เน็ต คุณก็สามารถใช้งาน และควบคุมการทำงานได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว กับสินค้า PrompTec ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิต และ ทรัพย์สิน ต่างจากระบบรักษาความปลอดภัยทั่วไป ที่ต้อง ให้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วค่อยตามมาดู แต่ด้วยเทคโนโลยี แบบ Cloud Server จาก เยอรมันนี ทำให้เรา สามารถทราบได้ทันที ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และ สามารถเข้าไปแก้ไขสถานการณ์หรือ ระงับเหตุได้ทันที เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ ณ เวลานั้น นั่นเอง

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อ : 02-1010-818 จันทร์-ศุกร์ 8:30 – 17:30 น.

Review: Smart Home ง่ายๆเริ่มต้นได้ไม่แพงที่บ้านของคุณกับอุปกรณ์จาก Promptec! จาก Techxcite

ในปัจจุบันนี้หากไม่นับอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์แล้ว อีกหนึ่งประเภทอุปกรณ์สุดไฮเทคที่เราน่าจะเริ่มเห็นเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราท่านทั้งหลายกันอย่างเพิ่มขึ้นไม่เว้นวันก็คือผลิตภัณฑ์ประเภท Smart Home ซึ่งก็ต้องขอบคุณกระแสความสนใจของเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ของคนยุคนี้ที่ทำให้เราได้เห็นอุปกรณ์ต่างๆสามารถสื่อสารเชื่อมโยงการทำงานกันได้อย่างน่าฉงน ช่วยให้เราประหยัดทั้งแรงและเวลาลงไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

แน่นอนว่าข้อจำกัดในปัจจุบันของการเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็น Smart Home อย่างเป็นรูปธรรมนั้นก็คงจะอยู่ที่เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งซึ่งถ้าเป็นบุคคลทั่วไปอย่างเราท่านก็อาจจะรู้สึกว่าความสะดวกที่ว่ามาพร้อมกับความไม่สะดวกอย่างที่คิดสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามสำหรับวันนี้ต้องบอกว่าผมมีอุปกรณ์ทางเลือกใหม่จากบริษัท คอนเน็กซ์ คอนเซ็ปท์ จำกัด ที่จะมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวของทุกท่านที่อยากจะมีบ้านเป็น Smart Home ในราคาไม่แพง ติดตั้งก็ง่าย และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องซื้อหรือติดตั้งกล่องควบคุม Controller หรือ Gateway ที่มีราคาห้าพันบาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่น สินค้าแบรนด์ พร้อมเทค แถมยังสามารถที่จะค่อยๆขยับอัพเกรดกันไปทีละอย่างสองอย่างตามงบประมาณที่มีโดยไม่ต้องลงเงินเป็นก้อนใหญ่ไปเลย

ส่วนความน่าสนใจของอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec จะเป็นอย่างไร ผมได้มีโอกาสทดลองเล่นคร่าวๆเลยอยากจะมาบอกต่อทุกท่านกันในรีวิวด้านล่างนี้เลยครับ!

สำหรับเซ็ตอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ที่ผมได้มาทดลองเล่นนั้นเรียกว่าจัดเต็มจริงๆเพราะมีด้วยกันถึง 8 ประเภท (จริงๆขาดไปแค่หลอดไฟอัจฉริยะซึ่งของยังไม่ได้นำเข้ามา) อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกท่านจะต้องซื้อไปทั้งหมดนี่นะครับถึงจะสามารถใช้งานได้ ต้องบอกเลยว่าเราสามารถเริ่มต้นซื้อจากอุปกรณ์หลักๆอย่างเช่นกล้องวงจรปิดหรือปลั๊กไฟอัจฉริยะก่อน แล้วค่อยๆขยับไปซื้ออุปกรณ์อื่นเสริมได้ตามลักษณะของบ้านหรือความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละท่านได้เลย

ซึ่งข้อดีของการที่อุปกรณ์สามารถซื้อแยกกันได้ก็อย่างที่บอกไปครับคือเราสามารถเลือกสร้าง Smart Home ในแบบของเราได้ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว สำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home ก็สามารถทดลองจ่ายเงินซื้อมาใช้งานกันได้โดยไม่ต้องกระเป๋าฉีก แถมซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้เลยทุกอุปกรณ์ แล้วถ้าลองไปใช้แล้วสักพักคิดว่าดีหรือมีความต้องการอื่นๆเพิ่มเติมก็สามารถขยับขยายได้ตามสะดวกต่อไป เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นอยากจะลองหันมาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็น Smart Home นั่นละฮะ นอกจากนี้ด้วยความที่อุปกรณ์ไม่ได้ถูกยึดติดหรือฝังมากับตัวบ้านอย่างนี้นั่นหมายความว่าเราสามารถนำอุปกรณ์ของ Promptecออกไปใช้งานในที่อื่นๆได้เช่นโรงแรมหรือออฟฟิศ เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นแค่ Smart Home แต่ที่ไหนๆก็เป็น Smart Place ได้ทั้งนั้น 555+

โดยสินค้าแต่ละตัวก็จะมีราคาเท่ากันที่ 1,990 บาท ยกเว้นกล้องวงจรปิดที่ราคาอาจจะสูงกว่าเพื่อนนิดนึงคือ 2,790 บาท แต่เรื่องของคุณภาพนี่บอกเลยว่ายังไงดีกว่าไปซื้อของไม่มีแบรนด์มาใช้แน่นอน

ว่าแล้วก็มาแนะนำอุปกรณ์แต่ละอย่างกันคร่าวๆก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไรบ้าง…

เริ่มกันจากอุปกรณ์หลักที่คนน่าจะซื้อไปใช้งานกันเป็นตัวแรกๆก่อนกับกล้องวงจรปิด Smart WiFi Camera เชื่อมต่อกับ WiFi แล้วก็สามารถใช้งานได้ทันทีผ่านสมาร์ตโฟน

Smart WiFi Plug/Alarm ตัวนี้นอกจากจะเป็นปลั๊กไฟที่ควบคุมการทำงานผ่าน WiFi ได้แล้ว ยังมี alarm แจ้งเตือนในตัวทำให้สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเซนเซอร์อื่นๆเพื่อแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลต่างๆในบ้านได้

Smart WiFi Door/Window ตัวนี้ก็จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวว่าประตูหรือหน้าต่างของเราถูกเปิดหรือปิดเมื่อไหร่ ซึ่งถ้ามีความเคลื่อนไหวปุ๊บก็จะแจ้งเตือนเข้ามาในสมาร์ตโฟนของเราทันที ตัวนี้สามารถทำงานร่วมกับปลั๊กไวไฟได้อยู่แล้วก็จะช่วยให้ปลั๊กส่งเสียงร้องเมื่อมีการเปิด-ปิดประตูที่กำหนดเอาไว้ ทำให้อย่างน้อยๆโจรหรือขโมยที่แอบเข้ามานั้นต้องรีบหนีไปเพราะเสียงแจ้่งเตือน ในขณะที่คนในบ้านเองก็สามารถเข้ามาดูเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

Smart WiFi PIR Motion อันนี้ก็จะตรงๆเข้าใจง่ายๆหน่อยว่าเป็นเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวรอบด้านภายในระยะ 7 เมตรจากกล้องพร้อมรัศมีกว้างถึง 120 องศา และก็เช่นเคยครับมีอะไรเคลื่อนไหวก็แจ้งเตือนผ่านมือถือเช่นกัน

ในเมื่อมีการเคลื่อนไหวแล้วก็ต้องมีเสียงเป็นของคู่กัน Smart WiFi Sound Sensor จะเป็นเซนเซอร์ที่ส่งสัญญาณเมื่อมีเสียงดังเกิดขึ้นซึ่งเราสามารถให้ระบบแจ้งเข้ามาที่สมาร์ตโฟนของเราหรือเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟให้ส่งเสียงร้องได้ อันนี้ไม่ได้เอาไว้แค่สอดส่องให้บ้านของเราปลอดภัยจากการงัดแงะแต่รวมไปถึงการนำไปติดตั้งไว้ในห้องที่มีเด็กอ่อน เผื่อเด็กร้องเสียงดังขึ้นมาพ่อแม่ก็จะได้เข้าไปดูแลกันได้สะดวกๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องอยู่ในห้องกับลูกหลานตลอดเวลานั่นละฮะ นอกจากนี้ตัวเซนเซอร์เองก็มีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีเร่งด่วนอีกด้วย

ไหนๆแล้วจะตรวจจับทั้งทีต้องเอาให้ครบสูตร ว่าแล้วก็ต้องมี Smart WiFi Dual Temp ตัวนี้จะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิภายในบ้านซึ่งจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน เพราะบางทีถ้าเราอยู่นอกบ้านแต่อากาศภายนอกเกิดร้อนเกินไปก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหมาแมวที่เลี้ยงไว้เอาได้ แต่ถ้ามีเซนเซอร์ตัวนี้ไปติดตั้งปุ๊บระบบก็จะคอยแจ้งเตือนผ่านสมาร์ตโฟนตลอดว่าอากาศภายในบ้านร้อนหรือหนาวเกินไป แน่นอนว่าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟแล้วก็อาจจะสั่งให้ระบบสามารถเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้เมื่ออุณหภูมิร้อนจนถึงจุดที่กำหนดก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีปุ่มฉุกเฉินให้กดใช้งานในกรณีที่ต้องการขอความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนติดมาด้วยครับ

ตัวสุดท้ายอาจจะดูเฉพาะทางไปหน่อยแต่บอกเลยว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย โดยเจ้า Smart WiFi Panic Knob นั้นจะเป็นเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ในห้องน้ำโดยเฉพาะเพราะมีโอกาสที่ผู้สูงอายุจะลื่นล้มได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงผู้ประสบเหตุสามารถดึงสายที่ติดตั้งไว้คู่กันเพื่อให้ตัวเซนเซอร์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อ หรือถ้าเชื่อมต่อกับปลั๊กไวไฟอยู่แล้วคราวนี้ก็จะมีเสียงแจ้งเตือนดังไปทั้งบ้าน ให้ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงทีครับ

เรียกได้ว่าถ้าใช้งานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ 7-8 อย่างนี้ก็แทบจะยกระดับบ้านของคุณให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆเลยแหละ แต่วันนี้ผมขอมาทดลองใช้งานกันก่อนสักอย่างสองอย่างที่เป็นอุปกรณ์หลักๆก่อนก็แล้วกัน…

เริ่มต้นกันที่กล้องวงจรปิดไวไฟ Smart WiFi Camera กันก่อนแล้วกันเพราะตัวนี้ผมติดใจที่ดีไซน์ของกล้องวงจรปิดที่หน้าตาดูไม่คร่ำครึเลย ดีไซน์ออกจะเก๋เท่ด้วยรูปทรงหยดน้ำดูแปลกตาดีไม่เบา สามารถเอาไปวางเป็นของประดับโตีะภายในบ้านได้อย่างไม่เคอะเขินเลย ส่วนบริเวณฐานที่เราเห็นอยู่นั้นสามารถปรับมุมองศากล้องให้ก้มเงยได้ตามสะดวก โดยอุปกรณ์ที่มาภายในกล่องนั้นก็ไม่เยอะมากครับเพราะมีแค่ของที่จำเป็นอย่างตัวกล้อง, สาย microUSB ยาวพอสมควร, หัวปลั๊กไซส์มาตรฐาน, คู่มืออีกนิดหน่อย รวมไปจนถึงแผ่น QR Code แยกไว้ต่างหากเผื่อจะสแกนเพื่อเชื่อมต่อในภายหลัง (ใต้ฐานอุปกรณ์มีแปะอยู่แล้วหนึ่งอัน)

ทางด้านขวาจะเป็นช่องสำหรับใส่การ์ด microSD เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอได้สูงสุด 64GB

ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นช่องเสียบสาย microUSB สำหรับต่อกับปลั๊กไฟบ้าน โดยด้านหลังที่เราเห็นกันนั้นจะมีปุ่มสำหรับ reset เครื่องอยู่ด้านล่างและแผงที่เห็นใหญ่ๆนั้นคือลำโพงครับ เพราะต้องบอกก่อนว่าเราสามารถสื่อสารกันผ่านกล้อง Smart WiFi Camera ได้อารมณ์ประมาณ walkie-talkie เลยแหละ เสียงก็ดังในระดับหนึ่งครับถ้าเงียบๆหน่อยนะ 555+

และเมื่อขึ้นชื่อว่า Promptec หรือภาษาไทยว่า “พร้อมเทค” แล้วก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าอุปกรณ์ Smart Homeเหล่านี้รวมถึงกล้องวงจรปิดติดไวไฟเองก็สามารถทำงานได้อย่างง่ายดายด้วยการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ตโฟนที่ทุกคนก็คงมีกันอยู่แล้ว โดยการใช้งานก็ง่ายๆครับเพียงเราแกะกล่องเปิดอุปกรณ์ใช้งานขึ้นมา จากนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาแล้วดาวน์โหลดแอพที่จำเป็นผ่านทาง App Store หรือ Play Store ได้เลยเพราะรองรับทั้ง iOS และ Android แน่ๆละ หลังจากนั้นเราสามารถทำตามขั้นตอนที่ระบบในแอพได้บอกไว้ง่ายๆสั้นๆ รับรองว่าไม่เกิน 3 นาทีคุณก็สามารถใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้จาก Promptec ได้แล้วครับ 😉

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ Promptcam สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ iOS ได้ที่ลิงค์นี้

ดาวน์โหลดแอพ PrompTec สำหรับ Android ได้ที่ลิงค์นี้

หน้าตาอินเตอร์เฟซของแอพ Promptcam ก็ประมาณนี้ครับ ดูเรียบๆง่ายๆแต่ฟังก์ชั่นการใช้งานน่าสนใจนั้นไม่น้อยเลย เพราะเราสามารถกดบันทึกภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายออกมาจากกล้องวงจรปิดได้ทันทีซึ่งไฟล์ที่ว่าจะถูกบันทึกลงในสมาร์ตโฟนของคุณทันที นอกจากนี้ยังสามารถกดปุ่มเพื่อพูดสนทนากับอีกฝ่ายผ่านกล้องได้ทันที หรือเราจะเป็นฝ่ายเปิดฟังเสียงสดๆที่กล้องถ่ายออกมาให้ชมแบบเรียลไทม์ก็ได้อีกเหมือนกัน บร๊ะ!

ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ได้มีโอกาสลองเล่นคู่กันไปด้วยคือ Smart WiFi Plug/Alarm หรือปลั๊กไฟอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับไวไฟได้ แน่นอนว่าจุดขายหลักก็คือความสามารถในการควบคุมเวลาการเปิด-ปิดได้ง่ายๆผ่านสมาร์ตโฟน แต่ที่เด่นไม่แพ้ใครคือภายในปลั๊กไฟเองก็มีระบบเสียงแจ้งเตือนพร้อมลำโพงซึ่งหากเชื่อมต่อกับเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆของ Promptec แล้วก็จะสามารถส่งเสียงแจ้งเตือนให้คนที่อยู่บ้านรับทราบถึงเหตุไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นและสามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันท่วงที ในขณะที่ฝั่งเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนก็จะได้รับการแจ้งเตือนด้วยเช่นกัน แม้ไม่มีใครอยู่บ้านแต่เราก็สามารถที่จะติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีครับ โดยตัวปลั๊กเองหน้าตาไม่ได้แตกต่างจากปลั๊กไฟปกติมากนักยกเว้นว่าตัวปลั๊กจะมีไฟ LED แจ้งสถานะทำงานติดมาด้วยบริเวณด้านหน้า

ในขณะที่ฝั่งสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟนี้ก็จะสามารถควบคุมการทำงานทุกอย่างได้ผ่านแอพ PrompTec ซึ่งจะเป็นเหมือนกับศูนย์รวมการควบคุมเซนเซอร์และอุปกรณ์เสริมของ Promptec ทุกอย่างไว้ในที่เดียว (มีเพียงแค่กล้องวงจรปิดเท่านั้นที่แยกไปใช้แอพ Promptcam ต่างหาก)

และแน่นอนครับว่าเมื่อเป็นอุปกรณ์ Smart Home ที่เราซื้อมาใช้งานเพื่อรักษาความปลอดภัยในบ้านแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือเรื่องของความปลอดภัยด้านข้อมูลเพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะถูกส่งเข้าสู่ Cloud Server ซึ่งถ้าหากเราเกิดไปใช้ของไม่มียี่ห้อขึ้นมานี่ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปจัดเก็บไว้ที่ไหนกันแน่ เผลอๆจะเป็นพีซีเครื่องเดียวตั้งอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ของมุมโลกก็เป็นได้ 555+ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์จาก Promptec นั้นสามารถวางใจได้เลยครับเพราะพวกเขาเลือกใช้ Cloud Server ที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศเยอรมันเพื่อให้ทุกท่านอุ่นใจไร้กังวลกับการใช้งาน Smart Home ได้อย่างเต็มที่ แถมเป็นการใช้งานได้แบบฟรีๆโดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติมใดๆอีกต่างหาก

ก็ขอมาสรุปกันท้ายบทความตรงนี้เลยแล้วกันครับว่าอุปกรณ์จาก Promptec ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบ้านธรรมดาๆของตัวเองให้กลายเป็น Smart Home ได้ง่ายๆด้วยอุปกรณ์ในราคาไม่แพงมาก โอเคละว่าอาจจะแพงกว่าของจีนไม่มีแบรนด์ที่หลายคนชอบซื้อใช้กันแต่ก็ต้องบอกว่าแลกมาด้วยความปลอดภัยด้านข้อมูลที่จะทำให้คุณสบายใจแถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆอีก ตัวอุปกรณ์หลายๆอย่างเองก็สามารถติดตั้งได้ง่ายแถมการใช้งานแทบจะทุกอย่างยังเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนเพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจอุปกรณ์ Smart Home จาก Promptec ก็สามารถไปหาซื้อกันได้ผ่านทางร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของบ้านเรากันได้เลย หรือถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปชมกันต่อได้ที่เว็บไซต์ของ Connext Concept ตามลิงค์ที่เราให้ไว้ตรงนี้ รับรองว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป Smart Home ของทุกคนนอกจากจะ Smart แล้วยังจะ Easy ขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะแน่นอนครับ!

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite