Thailand Mega Show 13-21 มกราคม 2561

Event-FB-01

Thailand Mega Show ที่สุดของความยิ่งใหญ่กับงานแสดงสินค้า Multi-Show ที่รวบรวมสินค้าเพื่อการตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่กว่า 47,000 ตารางเมตร
ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 1-8 เต็มอิ่มกับการช็อปปิ้งด้วยสินค้าที่หลากหลาย ครบครันสำหรับผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้าน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น จนกระทั่งสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับทุกครอบครัว
Thailand Mega Show นับเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าเพื่อผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ด้วยจุดเด่นของความหลากหลายในประเภทสินค้าจากผู้ร่วมออกแสดงสินค้ากว่า 1,200 ราย ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมชมงานเพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อสินค้านานาชนิด ด้วยสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศไทยและสินค้านำเข้า อิ่มอร่อยไปกับโซน Food Truck ชั้นนำกว่า20 รายและโซนอาหาร Street Food, Good Taste ที่นำทัพความอร่อยโดย 10 ร้านอาหารริมทางที่ถูกแนะนำโดยมิชลินไกด์

26239264_544430072590971_6706475103559356297_n26805077_544430089257636_593957890294464152_n26805439_544430065924305_7829227539281308964_n26907046_548331602200818_555676968319544317_n26907482_548331588867486_7291725815136876966_n26907492_548331592200819_7791973764674724427_n

ทักษะ 8 ที่ควรรู้เกี่ยวกับ CYBERSECURITY ในปี 2018

ปัจจุบันนี้จะพบว่ามีข่าวด้านความมั่นคงปลอดภัยเกิดขั้นไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปผสานกับเทคโนโลยีที่พัฒนาเพิ่มขึ้นทำให้มีความซับซ้อนของการโจมตีก็พัฒนามากตามกัน วันนี้เราจึงได้สรุปบทความว่าปี 2018 นี้ทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยอะไรบ้างที่ชาว IT สมควรจะมี

  1. ทักษะวิเคราะห์และสืบสวนด้านความมั่นคงปลอดภัย

คนทำงานฝั่ง IT คงได้พบเจอกับ Ransomware หรือ APT มาไม่มากก็น้อย ซึ่งมีผลสำรวจพบว่า 33% จากผู้ถูกสำรวจ 371 คนกล่าวบริษัทของตนยังมีทักษะการวิเคราะห์และสืบสวนด้านความมั่นคงปลอดภัยน้อยมาก ดังนั้นมันตำแหน่งนี้ยังเป็นที่ต้องการมากทีเดียวสำหรับใครที่คิดว่าเป็นคนช่างสงสัยสังเกตโดยธรรมชาติและชอบแก้ปัญหาที่ลึกลับแล้ว คุณอาจจะเหมาะกับงานด้านความมั่นคงปลอดภัยก็เป็นได้

2.   ทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Cloud

แม้ว่าทักษะนี้อาจจะไม่ได้ใหม่มากนักแต่ก็มีความต้องการก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ระบบบน Cloud อย่าง Azure หรือ AWS เป็นต้น สำหรับหน้าที่ของความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ที่บริษัทเหล่านี้ต้องการ เช่น การจัดการพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยง หรือ ย้ายศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร (SOC) เหล่านั้นขึ้นไปบน Cloud

3.    ทักษะดูแลบริการลูกค้า

บางครั้งเมื่อเกิดเหตุขึ้นทีมงานด้านความมั่นคงปลอดภัยอาจจะต้องเข้าไปติดต่อกับลูกค้า หรือ ผู้ร่วมทำงานลูกค้า คู่ค้าหรือฝั่ง Enduser ที่เกี่ยวข้อง โดยอาจมีบางคนหัวเสียอยู่ภายในนั้น ดังนั้นทีมงานก็จำเป็นต้องให้คนเหล่านั้นใจเย็นลงก่อนด้วยทักษะการดูแลลูกค้าก่อนจะแก้ปัญหาเชิงเทคนิคต่อไป

4.     การพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างมั่นคงปลอดภัย

นอกจากการสร้างแอปพลิเคชันให้ใช้งานได้แล้ว นักพัฒนาควรจะใส่ใจในด้านความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่แรกเริ่มพัฒนาดีกว่ามาแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังเกิดปัญหา

5.     ทักษะการประเมินความเสี่ยงและต่อรอง

หลังจากประเมินความเสี่ยงเรียบร้อย สิ่งจำเป็นถัดไปคือการเจรจาต่อรองกับแผนกอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งปัญหาคือฝ่ายธุรกิจมักไม่เข้าใจความมั่นคงปลอดภัย แต่พวกเขาจะคุ้นเคยกับคำว่าความเสี่ยงและข้อบังคับมากกว่า

6.      ความมั่นคงปลอดภัยของ IoT

อุปกรณ์ IoT เป็นจุดที่เสี่ยงต่อการโจมตีเนื่องจากซอฟต์แวร์ของมันเองโดยส่วนใหญ่ขาดความมั่นคงปลอดภัย ผู้ดูแลระบบเครือข่ายอาจจะไม่ได้มองว่าปริ้นเตอร์เป็นอุปกรณ์ IoT ว่าเป็นความเสี่ยงได้ ดังนั้นจึงควรมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้มาดูแลอย่างจริงจัง

7.     การบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล

เนื่องจากทุกวันนี้มีปริมาณข้อมูลมหาศาลเกิดขึ้นจากการใช้งานในองค์กร ดังนั้นเพื่อคัดกรองช่องโหว่และภัยคุกคามจากข้อมูลเหล่านั้น ทักษะด้านการวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลเพื่อทำนายเหตุการณ์จึงเป็นที่ต้องการมากในด้านความมั่นคงปลอดภัยปัจจุบัน

8.     ทักษะด้านการสื่อสาร

ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีทุกคนควรจะมีทักษะนี้เนื่องจากอาจจะต้องเจอกับคนที่ไม่ใช่สาย IT ตัวอย่างเช่น CISO หรือทีมงาน IT เองวันใดวันหนึ่งอาจจะโชคดีถูกเรียกตัวเข้าไปนำเสนอถึงหัวข้อด้านความมั่นคงปลอดภัยต่อบอร์ดบริการก็เป็นได้

ที่มา : https://www.darkreading.com/careers-and-people/top-8-cybersecurity-skills-it-pros-need-in-2018/d/d-id/1330657

แนวโน้ม 10 ประการด้านการใช้ IoT ในภาคธุรกิจปี 2018

ใน Forbes ได้มีบทความทำนายถึงแนวโน้ม 10 ประการของการนำ Internet of Things (IoT) มาใช้งานภายในธุรกิจองค์กรประจำปี 2018 ที่สรุปมาจากรายงานของ Forrester Research ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

1. องค์กรจะเริ่มหันมาทดสอบและเปิดให้บริการแบบ Voice-based กับลูกค้าของตน

ด้วยความพร้อมและคุณภาพที่สูงขึ้นของบริการแบบ Voice-based Service ในเวลานี้ ก็จะทำให้เหล่าบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 มีแนวโน้มที่จะใช้บริการเหล่านี้ในปี 2018 เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ในขณะที่เหล่าอุตสาหกรรมอย่างเช่นภาคการเงินและอื่นๆ ที่ต้องการการยืนยันตัวตนที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงก็จะเริ่มต้นใช้บริการเหล่านี้ได้ช้ากว่าธุรกิจกลุ่มที่พร้อม

2. แนวทางจากฝั่งยุโรป จะทำให้การนำข้อมูลจากระบบ IoT มาใช้ในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริง

45% ของเหล่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลในสหรัฐอเมริกากล่าวว่าปัจจุบันนี้พวกเขาพร้อมที่จะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงธุรกิจและการสร้างรายได้แล้ว ส่วนในฝรั่งเศสมีความพร้อมในลักษณะนี้ 35% และเยอรมนีมี 38% ด้วยเหตุนี้ทาง European Commission จึงเตรียมที่จะอก Guideline มาเพื่อเร่งให้การทำธุรกิจด้วยข้อมูลในยุโรปเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. นักการตลาดจะเริ่มจับโอกาสใหม่ๆ จาก IoT ในขณะที่อุปกรณ์ Wearables จะยังคงเป็นส่วนน้อยของตลาด

การใช้งาน Amazon Alexa และ Google Assistant ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่านักการตลาดนำมาใช้ในอนาคต ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์บน Interface ใหม่ๆ อย่างเช่นระบบ Conversational หรือ Smart Watch อย่างไรก็ดีถึงแม้ยอดขายของ Smart Watch ในสหรัฐอเมริกานั้นถูกคาดว่าจะเติบโตในปี 2018 แต่ตลาดนี้ก็จะยังคงมีผู้ใช้งานเป็นกลุ่มน้อยอยู่ดี

4. กรณีการใช้งานหลักๆ ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัวผลักดันให้เกิด Edge Solutions

ถึงปัจจุบันนี้เราจะเห็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ IoT เกิดขึ้นภายใน On-premises Data Center หรือบน Cloud แต่ในปี 2018 เราจะได้เห็นว่าหลายๆ องค์กรจะเริ่มนำ Edge IoT Device เข้าไปช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ในแต่ละพื้นที่ก่อนส่งขึ้น Cloud กันมากขึ้น เพื่อให้การโต้ตอบกับอุปกรณ์ต่างๆ นั้นทำได้ง่าย และยังช่วยในการบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้ดีขึ้นอีกด้วย

5. ผู้พัฒนา IoT Platform จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฉีกตัวเองออกจากการเป็นเพียงแค่บริการ IaaS เท่านั้น

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เหล่าผู้ให้บริการ IoT Platform นั้นเริ่มที่จะพัฒนาโซลูชันสำหรับตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกันมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น AWS, IBM หรือ Microsoft ก็ตาม และระบบเหล่านี้ก็ต้องทำการปรับตัวกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีฟีเจอร์สำหรับตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมาย และความต้องการของระบบ IoT ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก

6. การใช้งานและบริหารจัดการ IoT Platform จะมีรูปแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ต่างจากระบบแบบอื่นๆ

การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการและการดูแลรักษาสิ่งที่เป็น IoT นั้นจะต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการ, ตรวจสอบการทำงาน และควบคุมระบบเหล่านั้นจากระยะไกล การใช้ Software เพื่อช่วยควบคุมและจัดการอย่างอัตโนมัติจะกลายมาเป็นอีกงานสำคัญงานหนึ่งที่สำคัญ เพื่อให้องค์กรไม่ต้องเสียทรัพยากรบุคคลมาดูแลอุปกรณ์เหล่านี้มาก และนำเวลาที่มีไปใช้พัฒนาธุรกิจให้เติบโตแทน ดังนั้นการเลือก IoT Platform ที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารจัดการได้ดีนั้นจะกลายเป็นประเด็นที่สำคัญมากสำหรับกลยุทธ์ IoT สำหรับองค์กรในระยะยาว

7. การมาของ Edge Computing จะยิ่งเร่งให้เกิด IoT Consolidation

องค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มทำ Edge Computing เพื่อควบคุมและจัดการอุปกรณ์ IoT พร้อมกับข้อมูลที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการข้อมูลบน Cloud และค่าใช้จ่ายด้านระบบเครือข่ายลง อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา Software และโค้ดต่างๆ ให้ทำงานได้ทั้งบน Cloud และบน Edge อย่างต่อเนื่องนี้ ก็จะสร้างแรงกดดันให้กับเหล่าองค์กรไม่น้อย

8. การ Integrate อุปกรณ์ IoT เข้ากับบริการ Public Cloud จะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้น

เหล่าผู้พัฒนาโซลูชัน IoT จะเริ่มมองหาบริการ Cloud และอุปกรณ์ที่สามารถ Integrate เข้าหากันได้โดยง่าย เพื่อให้ต้นทุนการพัฒนาโซลูชันนั้นต่ำลง และสามารถติดตั้งเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็วเพื่อทำการทดสอบและขยายตลาดในระยะยาว การที่ระบบเหล่านี้สามารถใช้งานได้ง่ายและดูแลรักษาได้ง่ายนั้นจะเร่งให้เหล่าผู้ให้บริการ Public Cloud สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่ม IoT ไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

9. IoT จะกลายเป็นเป้ารวมการโจมตีบนโลก Cyber

การที่เหล่าองค์กรมุ่งไปที่การพัฒนาโซลูชัน IoT เพื่อแข่งกันออกสู่ตลาดให้เร็วนั้น จะส่งผลให้ในหลายๆ ครั้งข้อกำหนดทางด้าน Security ถูกละเลยไป แต่องค์กรที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพนั้นก็จะต้องให้ความสำคัญกับการทำ Security Control ที่เข้มแข็งในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์, บริการ, ลูกค้า และชื่อเสียงของตนจากการโจมตีของเหล่า Hacker ทั่วโลกให้ได้

10. Blockchain-based IoT จะเริ่มถูกใช้งานด้วยส่วนแบ่งตลาด 5%

ถึงแม้ว่า Blockchain นั้นจะยังไม่พร้อมสำหรับการรองรับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ที่ต้องการทั้งความเสถียร, ความทนทาน และการทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หลายๆ โครงการทดสอบทางด้าน IoT นั้นก็ได้เริ่มใช้ Blockchain กันมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นในปี 2018 ที่จะถึงนี้

ก็ถือเป็น 10 ข้อทำนายที่ไม่ได้เน้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป ออกจะแนวทำนายเรื่องเทรนด์ธุรกิจที่ใช้ IoT เป็นหลักเลยด้วยซ้ำ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านนะครับ

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ https://www.forrester.com/report/Predictions+2018+IoT+Moves+From+Experimentation+To+Business+Scale/-/E-RES139752 ครับ

ที่มา : Techtalkthai

ต้นฉบับ: https://www.forbes.com/sites/gilpress/2017/11/09/10-predictions-for-the-internet-of-things-iot-in-2018/#4b55be6435e7

งาน Commart Work 2017 (2-5 พฤศจิกายน 2560) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติย์

23131662_512704462430199_8537420802919941864_n

CommartWork2017

งาน Commart Work 2017 ก็ได้จบลงไปแล้ว โดยรอบนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2560 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงานนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงาน IT ที่จัดขึ้นมาอย่างยาวนาน เพราะงานนี้เรียกว่าเป็นงานที่มีโปรโมชั่นดีๆ และมีสินค้าหลากหลายรายการทั้งคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เสริม และสินค้า IT มากมายมาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ และขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่มาอุตหนุนในครั้งนี้ แล้วพบกันในรอบถัดไปได้เลยค๊าาาา

บ้านและสวนแฟร์ 2017

Bann.png

ก็จบไปกันแล้วนะคะ กับงาน บ้านและสวนแฟร์ 2017 ที่ผ่านมา กับ งานแสดง และขายสินค้าครบวงจรที่เกี่ยวกับบ้านและสวน บนพื้นที่ต่อเนื่อง และยิ่งใหญ่กว่าทุกปี  ทั้งในเชิง DESIGN, LIVING และ OUTDOOR LIVING รวมทั้งนิทรรศการและกิจกรรมที่ให้ความรู้ ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ให้ความเพลิดเพลินแก่คนรักบ้าน ประดุจเดินเข้าไปในนิตยสาร “บ้านและสวน” กันเลยทีเดียว

ธีมสำหรับบ้านและสวนแฟร์ปีนี้คือ เราจะไม่ลืม

การใช้ชีวิตอยู่รวมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันเป็นความลับของธรรมชาติที่มนุษย์ค้นพบมานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไร้ชีวิต การคงอยู่….มีอยู่…เป็นอยู่ได้อย่างยั่งยืนล้วนอาศัย ”ความสมดุลย์” ความสมดุลย์ในที่นี้ไม่ใช่ความ ”เท่ากัน”แต่หมายถึงการเติมเต็มซึ่งกันและกัน นำส่วนเกินไปเติมส่วนที่ขาดของอีกฝ่าย รักษาระยะห่างระหว่างกันให้พอเหมาะสมดุลย์ ไม่ห่างจนหนาว ไม่ใกล้จนร้อนในการดำเนินชีวิตหากเราใช้ความสมดุลย์เป็นหลักเราจะค้นพบว่าการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุลย์จะก่อให้เกิดความงอกงามอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างคนกับคนหรือคนกับธรรมชาติ

โดยภายในงานจะมีไฮไลน์ ต่างๆมากมาย อาทิเช่น

BSFair2017-House
บ้านตัวอย่าง ภายใต้แนวคิด “หารร่วมมาก”
BSFair2017-GardenZone
Garden Zone โดย สำนักพิมพ์บ้านและสวน
BSFair2017-myhome
my home workshop space

ทาง PrompTec ได้นำสินค้าไปร่วมงานด้วย และ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

 S__7454756.jpg

S__3956753.jpg

S__3956750.jpg