แนวโน้ม 10 ประการด้านการใช้ IoT ในภาคธุรกิจปี 2018

ใน Forbes ได้มีบทความทำนายถึงแนวโน้ม 10 ประการของการนำ Internet of Things (IoT) มาใช้งานภายในธุรกิจองค์กรประจำปี 2018 ที่สรุปมาจากรายงานของ Forrester Research ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

1. องค์กรจะเริ่มหันมาทดสอบและเปิดให้บริการแบบ Voice-based กับลูกค้าของตน

ด้วยความพร้อมและคุณภาพที่สูงขึ้นของบริการแบบ Voice-based Service ในเวลานี้ ก็จะทำให้เหล่าบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 มีแนวโน้มที่จะใช้บริการเหล่านี้ในปี 2018 เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ในขณะที่เหล่าอุตสาหกรรมอย่างเช่นภาคการเงินและอื่นๆ ที่ต้องการการยืนยันตัวตนที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงก็จะเริ่มต้นใช้บริการเหล่านี้ได้ช้ากว่าธุรกิจกลุ่มที่พร้อม

2. แนวทางจากฝั่งยุโรป จะทำให้การนำข้อมูลจากระบบ IoT มาใช้ในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริง

45% ของเหล่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลในสหรัฐอเมริกากล่าวว่าปัจจุบันนี้พวกเขาพร้อมที่จะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงธุรกิจและการสร้างรายได้แล้ว ส่วนในฝรั่งเศสมีความพร้อมในลักษณะนี้ 35% และเยอรมนีมี 38% ด้วยเหตุนี้ทาง European Commission จึงเตรียมที่จะอก Guideline มาเพื่อเร่งให้การทำธุรกิจด้วยข้อมูลในยุโรปเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. นักการตลาดจะเริ่มจับโอกาสใหม่ๆ จาก IoT ในขณะที่อุปกรณ์ Wearables จะยังคงเป็นส่วนน้อยของตลาด

การใช้งาน Amazon Alexa และ Google Assistant ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่านักการตลาดนำมาใช้ในอนาคต ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์บน Interface ใหม่ๆ อย่างเช่นระบบ Conversational หรือ Smart Watch อย่างไรก็ดีถึงแม้ยอดขายของ Smart Watch ในสหรัฐอเมริกานั้นถูกคาดว่าจะเติบโตในปี 2018 แต่ตลาดนี้ก็จะยังคงมีผู้ใช้งานเป็นกลุ่มน้อยอยู่ดี

4. กรณีการใช้งานหลักๆ ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัวผลักดันให้เกิด Edge Solutions

ถึงปัจจุบันนี้เราจะเห็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ IoT เกิดขึ้นภายใน On-premises Data Center หรือบน Cloud แต่ในปี 2018 เราจะได้เห็นว่าหลายๆ องค์กรจะเริ่มนำ Edge IoT Device เข้าไปช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ในแต่ละพื้นที่ก่อนส่งขึ้น Cloud กันมากขึ้น เพื่อให้การโต้ตอบกับอุปกรณ์ต่างๆ นั้นทำได้ง่าย และยังช่วยในการบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้ดีขึ้นอีกด้วย

5. ผู้พัฒนา IoT Platform จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฉีกตัวเองออกจากการเป็นเพียงแค่บริการ IaaS เท่านั้น

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เหล่าผู้ให้บริการ IoT Platform นั้นเริ่มที่จะพัฒนาโซลูชันสำหรับตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกันมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น AWS, IBM หรือ Microsoft ก็ตาม และระบบเหล่านี้ก็ต้องทำการปรับตัวกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีฟีเจอร์สำหรับตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมาย และความต้องการของระบบ IoT ที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก

6. การใช้งานและบริหารจัดการ IoT Platform จะมีรูปแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ต่างจากระบบแบบอื่นๆ

การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการและการดูแลรักษาสิ่งที่เป็น IoT นั้นจะต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการ, ตรวจสอบการทำงาน และควบคุมระบบเหล่านั้นจากระยะไกล การใช้ Software เพื่อช่วยควบคุมและจัดการอย่างอัตโนมัติจะกลายมาเป็นอีกงานสำคัญงานหนึ่งที่สำคัญ เพื่อให้องค์กรไม่ต้องเสียทรัพยากรบุคคลมาดูแลอุปกรณ์เหล่านี้มาก และนำเวลาที่มีไปใช้พัฒนาธุรกิจให้เติบโตแทน ดังนั้นการเลือก IoT Platform ที่ตอบโจทย์เรื่องการบริหารจัดการได้ดีนั้นจะกลายเป็นประเด็นที่สำคัญมากสำหรับกลยุทธ์ IoT สำหรับองค์กรในระยะยาว

7. การมาของ Edge Computing จะยิ่งเร่งให้เกิด IoT Consolidation

องค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มทำ Edge Computing เพื่อควบคุมและจัดการอุปกรณ์ IoT พร้อมกับข้อมูลที่เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการข้อมูลบน Cloud และค่าใช้จ่ายด้านระบบเครือข่ายลง อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา Software และโค้ดต่างๆ ให้ทำงานได้ทั้งบน Cloud และบน Edge อย่างต่อเนื่องนี้ ก็จะสร้างแรงกดดันให้กับเหล่าองค์กรไม่น้อย

8. การ Integrate อุปกรณ์ IoT เข้ากับบริการ Public Cloud จะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้น

เหล่าผู้พัฒนาโซลูชัน IoT จะเริ่มมองหาบริการ Cloud และอุปกรณ์ที่สามารถ Integrate เข้าหากันได้โดยง่าย เพื่อให้ต้นทุนการพัฒนาโซลูชันนั้นต่ำลง และสามารถติดตั้งเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็วเพื่อทำการทดสอบและขยายตลาดในระยะยาว การที่ระบบเหล่านี้สามารถใช้งานได้ง่ายและดูแลรักษาได้ง่ายนั้นจะเร่งให้เหล่าผู้ให้บริการ Public Cloud สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่ม IoT ไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

9. IoT จะกลายเป็นเป้ารวมการโจมตีบนโลก Cyber

การที่เหล่าองค์กรมุ่งไปที่การพัฒนาโซลูชัน IoT เพื่อแข่งกันออกสู่ตลาดให้เร็วนั้น จะส่งผลให้ในหลายๆ ครั้งข้อกำหนดทางด้าน Security ถูกละเลยไป แต่องค์กรที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพนั้นก็จะต้องให้ความสำคัญกับการทำ Security Control ที่เข้มแข็งในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์, บริการ, ลูกค้า และชื่อเสียงของตนจากการโจมตีของเหล่า Hacker ทั่วโลกให้ได้

10. Blockchain-based IoT จะเริ่มถูกใช้งานด้วยส่วนแบ่งตลาด 5%

ถึงแม้ว่า Blockchain นั้นจะยังไม่พร้อมสำหรับการรองรับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ที่ต้องการทั้งความเสถียร, ความทนทาน และการทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หลายๆ โครงการทดสอบทางด้าน IoT นั้นก็ได้เริ่มใช้ Blockchain กันมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นในปี 2018 ที่จะถึงนี้

ก็ถือเป็น 10 ข้อทำนายที่ไม่ได้เน้นเรื่องเทคโนโลยีจนเกินไป ออกจะแนวทำนายเรื่องเทรนด์ธุรกิจที่ใช้ IoT เป็นหลักเลยด้วยซ้ำ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านนะครับ

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ https://www.forrester.com/report/Predictions+2018+IoT+Moves+From+Experimentation+To+Business+Scale/-/E-RES139752 ครับ

ที่มา : Techtalkthai

ต้นฉบับ: https://www.forbes.com/sites/gilpress/2017/11/09/10-predictions-for-the-internet-of-things-iot-in-2018/#4b55be6435e7

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s