5 เทคโนโลยี ที่จะเปลี่ยนโลกของการขนส่งสู่ยุค IoT4.0

จากการใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ในการผลิตสินค้าในโรงงานและการควบคุมโกดังสินค้า ไปจนถึงการใช้ยานพาหนะไร้คนขับและโดรนในการขนส่ง จึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บวกเข้ากับความเป็นไปได้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Blockchain จึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตจะดำเนินการได้ด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ และสามารถควบคุมจากระยะไกลได้แบบ realtime

การทำธุรกรรมที่เชื่อถือได้ในระบบ Blockchain ทำให้เกิดการปฏิวัติกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามในอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ และการมีอุปกรณ์ที่สวมใส่, หุ่นยนต์ และ Machine learning ที่ช่วยเร่งให้กระบวนการสามารถปฏิบัติตามคำสั่งซื้อได้เร็วขึ้น นอกจากนี้แพลตฟอร์ม IoT สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อกับร้านค้าปลีกกับผู้จัดส่งสินค้าและผู้ขนส่งได้ด้วยคลิกเดียว

​ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตจะดำเนินการได้ด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติ จัดการง่ายขึ้น รวดเร็วและคล่องตัวขึ้น การพัฒนานี้ได้ถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมในอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้า จากการวิเคราะห์ของ Frost & Sullivan ถึงอนาคตของโลจิสติกส์ 5 อันดับแรกที่จะเกิดในอุตสาหกรรม โดยการศึกษานี้พิจารณาใน 3 มุมมองสำหรับอุตสาหกรรมคือ เทคโนโลยี, ธุรกิจ และการตลาด ซึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ลอจิสติกส์ภายในปี 2030 ดังนี้

Smart Home IOT Smart Home IOT Smart Home IOT Smart Home IOT

เทคโนโลยีที่ 1: การดำเนินการได้เองแบบอัตโนมัติจะเพิ่มประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดด

โดรนเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากตั้งแต่ Amazon ประกาศว่าจะใช้โดรนในการส่งสินค้า นอกจากเรื่องโดรนที่เป็นแนวโน้มที่จะเกิดในอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการขนส่งด้วยยานพาหนะรูปแบบอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นและดำเนินการด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนมีการทดลองใช้โดรน ซึ่งที่จริงแล้วยานพาหนะแรกที่มีการทดลองใช้ให้มีการดำเนินการด้วยตัวเองคือ “รถยก” เนื่องจากการใช้คนขนย้ายทำให้ได้งานช้า ดังนั้นรถยกแบบใหม่ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้แบบอัตโนมัติ” ไม่เพียงแต่จะมาแก้ปัญหานี้เท่านั้น แต่ยังมีความสามารถประมวลผลข้อมูลการรับและจัดส่งสินค้าซึ่งเร็วกว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า

มีความเป็นไปได้ที่ยานพาหนะสำหรับขนส่งจะสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ รถบรรทุกไร้คนขับและรถบรรทุกแบบขับเคลื่อนได้เองจะมีการใช้งานจริงในปี 2030 สำหรับรถบรรทุกกึ่งอัตโนมัติจะมีอัตราการใช้ 5% ภายในปี 2030 โดย Rolls Royce ได้ประกาศแผนการที่จะเปิดตัวเรือบรรทุกสินค้าที่ดำเนินการได้ด้วยตัวเอง (หรือที่ The Economist เรียกว่า “Ghost Ships”) ภายในปี 2030 เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีที่ดำเนินการได้ด้วยตัวเอง คือการมาแทนที่หรือมาช่วยการทำงานของมนุษย์ในการจัดการต่างๆ และยังจะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ เช่น การใช้รถบรรทุกไร้คนขับสามารถช่วยประหยัดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงได้มากถึงร้อยละ 20

ในขณะที่เชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งยังคงเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมมากที่สุด ด้วยการมีเทคโนโลยีที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ทำให้มีปัจจัยใหม่ๆ ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานคือ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และอาจจะเป็น “ข้อมูลที่ดี (Good Data)” ด้วย

เทคโนโลยีที่ 2: ข้อมูลจะมาแทนที่เชื้อเพลิงและจะมีอิทธิพลมากที่สุด

เมื่อมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากคุณค่าของข้อมูล เช่น Amazon ต้องการจัดส่งสินค้าของคุณแม้แต่ก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณต้องการสินค้านั้น ดังนั้นรูปแบบปัจจุบันคือ เมื่อ Amazon ได้รับคำสั่งซื้อและส่งสินค้าผ่านทาง UPS โดยได้พยายามอย่างหนักเพื่อแข่งขันกับร้านค้าปลีกเพื่อส่งมอบสินค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจของลูกค้าในทันที ด้วยความพยายามทั้งหมดทั้งการใช้โดรนและหุ่นยนต์ได้มีการนำมาใช้เพื่อลดเวลาในการจัดส่งและทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าทันทีที่ต้องการ เมื่อปีที่ผ่านมา Amazon กล่าวว่า มีการใช้โดรนในการจัดส่งพัสดุขนาดเล็กโดยตรงจากคลังสินค้าไปยังที่อยู่ของลูกค้าแล้ว

Amazon มีสิทธิบัตรเกี่ยวกับ “การขนส่งที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้” ประกอบกับยานพาหนะยุคใหม่สามารถทำให้สามารถจัดส่งได้ทันที ซึ่งความเป็นไปได้ที่โลจิสติกส์จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ “ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งจะมีความสำคัญมากกว่าความสามารถที่แท้จริงในการขนส่งสินค้าเสียอีกในอนาคตอันใกล้

เทคโนโลยีที่ 3: เทคโนโลยีทำให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางที่น้อยลง

กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางหรือจะมีสินทรัพย์เป็นศูนย์กลางน้อยลง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหม่ที่ไม่มีสินทรัพย์ (คือไม่มียานพาหนะหรือโกดังสินค้า) แต่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์ได้โดยการรวบรวม “ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์” ตัวอย่างเช่น Shyp และ Zipments เป็นบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เช่น เสนอราคาค่าขนส่งหรือความจุของรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสินค้า แต่พวกเขาไม่มีสินทรัพย์ของตัวเอง ดังนั้น ความสามารถในการให้บริการจึงแข่งขันโดยลดต้นทุนโดยเฉลี่ยได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสินทรัพย์หรือการจัดการเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง

สัญญาณดังกล่าว เป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตของโลจิสติกส์ที่น่าสนใจที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และผู้จัดจำหน่ายทั่วไปในตลาดจะมีวิวัฒนาการไปสู่แนวทางที่ให้คำปรึกษามากขึ้น และกลายเป็นเหมือนผู้จัดการโครงการมากกว่าที่จะเป็นผู้ขนส่งสินค้าที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่รูปแบบใหม่ ๆ เช่นนายหน้าออนไลน์ (E-Brokerage) เป็นต้น

เทคโนโลยีที่ 4: แพลตฟอร์มนายหน้าออนไลน์ (E-Brokerage) (เช่น รูปแบบ Uber)

การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อจะนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ สำหรับบริษัทขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ความแพร่หลายของระบบดิจิทัลในรถบรรทุกจะทำให้นายหน้าขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิมปรับรูปแบบธุรกิจของตนไปสู่โซลูชั่นประเภทนายหน้าขนส่งสินค้าบนมือถือแทน แอพลิเคชันบนมือถือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนายหน้าขนส่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนรูปแบบของการขนส่งโดยรถบรรทุก (uberization of trucking)” ซึ่งในอนาคตนายหน้าขนส่งสินค้าบนมือถือ คาดว่าจะสามารถพัฒนาซอฟท์แวร์ได้เองโดยมีความร่วมมือกับนายหน้าขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม

ลองนึกว่าถ้ามีแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ถูกใช้เพื่อจัดคนขับรถรถบรรทุกให้ตรงกับความต้องการของผู้ขนส่งทั้งอัตราจ้าง ระยะทางและตารางขนส่งได้ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้โดยอัตโนมัติในหลายขั้นตอนเกี่ยวกับสถานะการจัดส่งสินค้า การค้นหาสินค้า และการจ่ายเงินคนขับรถ นอกเหนือจากการให้ข้อมูลแบบ realtime ที่สำคัญเกี่ยวกับการส่งมอบที่ถูกต้องแม่นยำ ตั้งแต่การรับสินค้าไปจนถึงการจัดส่งสินค้า

จากการสูญเสียรายได้มหาศาล เนื่องจากการวิ่งรถโดยไม่มีสินค้าอยู่บนรถ และปัญหาบรรทุกเกินความจุ ทำให้ธุรกิจต้องมีการลดต้นทุนด้านปฏิบัติการโดยปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง โดยอนาคตทุกอย่างจะมุ่งสู่บริการออนไลน์ บริษัทนายหน้าขนส่งสินค้าแบบเดิม ๆ จะหายไป

​เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมที่มีอายุ 150 ปีที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งการเกิดขึ้นของผู้เล่นหน้าใหม่นี้จะทำให้เกิดความซับซ้อนในเรื่องข้อกำหนดและกฎหมายใหม่มากขึ้น โดยอุตสาหกรรมนี้จะมุ่งสู่แนวทางในการลดการใช้กระดาษ เช่น การใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นเครื่องมือสำหรับขับเคลื่อนกระบวนการอัตโนมัติที่มีความโปร่งใสได้อย่างรวดเร็วแบบ realtime

เทคโนโลยีที่ 5: การทำธุรกรรมอัจฉริยะด้วย Blockchain

​เมื่ออินเตอร์เน็ตทำให้เกิดวิวัฒนาการไปสู่แอพพลิเคชันบนเว็บ, คลาวด์โซลูชั่น, SAAS, Blockchainแบบ peer-to-peer ที่มีศักยภาพในการสร้างช่องทางนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและนำไปใช้งานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain อาจกลายเป็นระบบปฏิบัติการใหม่สำหรับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่รวมการเชื่อมต่อแบบ B2B เข้ากับแอพพลิเคชั่นด้วย

อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคลังสินค้าที่รับผิดชอบเรื่องการไหลเวียนของสินค้า อาจมีบางครั้งที่ซัพพลายเออร์ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ครบถ้วนหรือทันเวลา ทำให้เกิดปัญหาและจะต้องไล่เบี้ยหาผู้รับผิดชอบ ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain จะลดการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เพราะจะช่วยให้คุณสามารถเจรจาต่อรองอย่างชาญฉลาดกับซัพพลายเออร์ได้ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขและรูปแบบการทำงานระหว่างทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ยังสามารถควบคุมข้อมูลทั้งหมดเพื่อสร้างข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะสินค้า และเวลาในการจัดส่งอย่างสมบูรณ์

มีการคาดการณ์ว่าจะมีใช้ Blockchain มากขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่องมือการจัดการซัพพลายเออร์อื่นๆ เนื่องจากคาดว่าจะสามารถติดตามรายละเอียดได้อย่างถูกต้องตั้งแต่การเริ่มมีคำสั่งซื้อจนถึงการจัดส่ง ทำให้สามารถมองเห็นภาพห่วงโซ่อุปทานได้ทั้งหมดและยังทำให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงทีได้ทุกที่ทุกเวลา

ด้วยความก้าวหน้าของ Blockchain ที่ขยายการใช้งานไปสู่ห่วงโซ่อุปทานในอนาคตนั้น อีกประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเรื่องความเป็นไปได้ที่ห่วงโซ่อุปทานจะโปร่งใสขึ้นและมีกระบวนการชำระเงินที่มีนวัตกรรมที่คาดว่าจะสร้างแรงจูงใจในรูปแบบใหม่ๆ เช่นระบบนายหน้าขนส่งผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ในอนาคต ห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินการได้เองแบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ดังนี้
• ช่องว่างระหว่างการสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าจะต้องน้อยลง โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที การจัดส่งในวันเดียวจะกลายเป็นการจัดส่งในไม่กี่ชั่วโมง
Blockchain จะช่วยให้สามารถชำระเงินได้ทั้งหมดทั้งกระบวนการ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ anywhere anytime
• ร้อยละ 50 ของยานพาหนะทั้งหมดจะมีระดับของการดำเนินการได้เองที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติการได้เองทั้งหมดและกึ่งปฏิบัติการได้เอง
• ปริมาณการขนส่งในคลังสินค้าลดลงร้อยละ 50 และขนาดของคลังสินค้าลดลงร้อยละ 30 โดยมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น

ถ้าการคาดการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ก็หมายความว่าในอนาคตจะเป็นยุคของข้อมูลที่เราจะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาลดความไม่แน่นอนต่างๆ และลดต้นทุนได้อย่างมาก ซึ่งบริษัทที่ปรับตัวสู่ digital transformation ได้สำเร็จและทันการณ์ ก็จะได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ส่วนบริษัทที่ปรับตัวไม่ทัน ก็อาจจะต้องหลุดออกจากเกมการแข่งขันในที่สุด

Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT Smar Home IOT

Reference : www.forbes.com